ความคิด8 January, 2007 8:32
ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก
มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3
ชั่วโมง ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง
เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อ
และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1
แห่ง เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ
เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร
ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา

สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ
ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
แล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย
เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ

เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย
กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า
“ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็….ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย”

ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน
1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น

ทั้งสองส่งสายตามองกัน
เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร
ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น
ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น
เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า
“เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ
ช่างไร้การศึกษา
ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ”

เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง
ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามอง หัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม

ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง
ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1
ห่อ

เธอตกใจมาก

ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่
ก็แปลว่า…..คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน
เธอลุกขึ้นทันที
แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม
แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า

มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง

เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ
เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท
เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง……….

มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา
ที่ค้นพบในภายหลังว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น
และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง
ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย”

……….นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น
หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี
แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า

“เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?
เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่”……….

ความคิด4 January, 2007 9:31
หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณจะได้บางสิ่งมากขึ้น

ลดความโกรธให้น้อยลง คุณจะได้สติกลับมามากขึ้น

ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง คุณจะได้เงินเก็บมากขึ้น

ลดความคิดที่จะหาคนที่ถูกน้อยลง คุณจะได้คำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น

ลดการพูดให้น้อยลง คุณจะได้ทำหลายอย่างได้มากขึ้น

คิดถึงคนที่คุณรักให้น้อยลง คุณเข้าใจคนที่คุณรักมากขึ้น

รักตัวเองให้น้อยลง คนอื่นรักคุณมากขึ้น

พูดให้ร้ายคนอื่นให้น้อยลง มีคนพูดถึงคุณในแง่ดีมากขึ้น

แสดงความฉลาดให้น้อยลง คุณได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น

ออกนอกบ้านให้น้อยลง คุณได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น

นอนให้น้อยลง คุณทำหลายอย่างได้มากขึ้น

คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง คุณยิ้มได้มากขึ้น

ลดความอายให้น้อยลง คุณได้ความกล้ามากขึ้น

ดูละครให้น้อยลง คุณอ่านหนังสือได้มากขึ้น

คุณวิ่งให้ช้าลง คุณมองเห็นคนข้างหลังมากขึ้น

เชื่อให้น้อยลง คุณมองเห็นอะไรได้มากขึ้น

ลดทิฐิให้น้อยลง คุณรู้จักอภัยมากขึ้น

กระโดดให้น้อยลง คุณเดินได้มั่นคงมากขึ้น

กินให้น้อยลง คุณอิ่มได้มากขึ้น

ก้มหน้าให้น้อยลง คุณมองเห็นได้ไกลขึ้น

พักเหนื่อยให้น้อยลง คุณรู้จักความสบายมากขึ้น

เห็นแก่ตัวให้น้อยลง มีคนรอดชีวิตมากขึ้น

แบกของหนักให้น้อยลง ชีวิตคุณเบามากขึ้น

ทะเลาะกับเด็กให้น้อยลง คุณโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง คุณได้รับการเอ็นดูมากขึ้น

เป่าลมออกให้น้อยลง คุณสูดลมเข้าได้มากขึ้น

แอบฟังให้น้อยลง คุณได้ยินอะไรมากขึ้น

คุณคิดคำถามให้น้อยลง คุณเห็นคำตอบมากขึ้น

………..แล้วคุณลดอะไรไปบ้างแล้ว…………
 

ความคิด10 December, 2006 10:45

กฏทอง 10 ข้อของคนรักกัน (รักษาสภาพรักแท้ๆ)
10
Golden Principles to Preserve One’s Love

กฎทองข้อที่ 1 เราจะไม่โกรธพร้อมกันทั้งสองคน
อย่างที่คนโบราณเค้าว่า ถ้า…. เขาร้อนเป็นไฟ คุณก็ต้องเย็นให้ได้ดั่งน้ำ
(น้ำเปล่านะ ไม่ใช่น้ำมัน)

                   
We will not simultaneously get
angry.
Be
cool as water whenever another one being
fire.
 

กฎทองข้อที่ 2 เราจะไม่ตะโกนใส่กันเด็ดขาด
ยกเว้นตอนเกิดไฟไหม้บ้านกระทันหัน

                   
We will not shout into each
others faces
beside
our house is accidentally on fire.
 

กฎทองข้อที่
3 จำไว้ว่าไม่มีใครชอบคำติ หากจะคุยถึงสิ่งที่คุณไม่ชอบให้เขาทำ อย่าลืมพูดให้หวานๆ
เข้าไว้ (ไม่ใช่พูดว่าน้ำตาลๆๆๆนะ)

                   
Nobody loves to be criticized.
When
talking
of what you dislike or need his/ her improvement, use  soft & sweet
words.

กฎทองข้อที่ 4
เราจะไม่มารื้อฟื้นเรื่องบาดหมางในอดีต ถ้าจะคุยเรื่องเก่าๆ เลือกเรื่องหวานๆ
ของสองเราจะดีกว่า

                   
We will not revive any bad old
practices, 
but
only our romaces.

กฎทองข้อที่ 5 ทำให้เขารู้สึกว่า
เขาสำคัญสำหรับคุณเสมอ

                   
Make him/ her know how much s/he
means
to you.

กฎทองข้อที่ 6
สัญญากันนะว่าเราจะไม่โกรธกันข้ามคืน เพราะคุณนั่นแหล่ะจะนอนไม่หลับ
คุยกันให้เข้าใจกันก่อนดีกว่าหันหลังให้กัน

                   
Promise me that we will not
peevish over-
night.
Talk face to face not back-chat.

กฎทองข้อที่ 7
คุยกันให้มากหน่อย จะช่วยให้ความรักระหว่างเราเข้าใจกันมากขึ้น
จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณเจอะเจอ เรื่องงานของคุณ หนังสือที่คุณเพิ่งอ่านจบ
ลองเล่าสู่กันฟัง แล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าเราผูกพันกันมากขึ้นกว่าเดิม

                   
Tell him or her more about
anything in your
life
to tie you up together.

กฎทองข้อที่ 8
ถ้ารู้ตัวว่าทำผิดก็ขอโทษซะ ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียฟอร์มหรอก

                   
Don’t be shy to show him/her your
apology.
When
you have something mistaken

กฎทองข้อที่ 9
อย่าเข้าใจผิดว่าการอยู่ด้วยกันตลอดเวลา หมายถึงความเอาใจใส่อย่างแท้จริง
เพราะการใส่ใจ คือการให้ความสนใจเต็มร้อยเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่ใช่คุณนั่งฟังเขาพูด
แต่ดูทีวีไปด้วย

                   
Don’t misunderstand that being
together
always
is to show your heedfulness.

กฎทองข้อที่ 10
อย่าลืมทำให้เขารู้ว่า เรายังรักกันเสมอ …

                   
Lastly, realize him/ her that
your love
still
exists and will be eternally
last.

กฎข้อพิเศษสำหรับใครบางคน
การที่จะได้รู้จักใครซักคนเป็นเรื่องที่วิเศษ
อย่าให้เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยชั่วไม่กี่นาที ตัดสินใจทำลายความสัมพันธ์ที่มีมา…
มันคุ้มกันแล้วเหรอ!! เพียงคำว่าอภัยและปรับตัวเข้าหากันใหม่ สิ่งดีๆ
อาจมีขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว ปัญหาเกิดเพราะไม่คุย ปัญหาเกิดเพราะไม่คิดจะแก้ไข
ปัญหาเกิดเพราะทิฐิ ปัญหาเกิดเพราะคิดว่าไม่รู้จะทำไปทำไม
ปัญหาเกิดเพราะนึกถึงแต่ตัวเองคิดว่าทำอย่างนี้ดีที่สุด
…แล้วอีกฝ่ายคิดแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า สุดท้ายก็มีแต่ความเสียใจ….

คุณเลือกที่จะยอมรับในสิ่งที่เค้าทำ แล้วรักษาสิ่งดีๆ ต่อไป
หรือเลือกที่จะทำลายเมื่อคุณไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่คุณต้องการ!!

ความคิด 10:42


…กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว …มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่ มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่

ทันใดนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งก้อถามขึ้นมาว่า

ลูกศิษย์ : อาจารย์คับ ผมสงสัยจังเลยว่า เราจะหาคู่แท้เราเจอได้ไงคับ อาจารย์บอกผมหน่อยได้ไหม คับ?

อาจารย์ : (เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะตอบ) อืม มันเป็นคำถามที่ยากนะ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำถาม ที่ง่ายเหมือนกันนะ

ลูกศิษย์ : (นั่งคิดอย่างหนัก) อืม?….งงอะไม่เข้าใจ

อาจารย์ : โอเค งั้น เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้นน่ะ มีหญ้าเยอะแยะ เลยใช่ไหม เธอลองเดิน ไปหาหญ้าต้นที่สวยที่สุด แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ แต่ว่า เวลาเธอเดินเนี่ย เธอต้องเดินไป ข้างหน้าอย่างเดียวนะ ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม

ลูกศิษย์ : ได้เลยครับ จาน รอสักครูน่ะครับ (ว่าแล้ว ก้อวิ่งตรงไปยังสนามหญ้า) หลังจากนั้นไม่นาน….

ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับจาน

อาจารย์ : อืม…แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวย ๆ ในมือเธอเลยหละ

ลูกศิษย์ : อ๋อ คืองี้ครับจาน ตอนที่ผมเดินไปแล้วผมเจอต้นหญ้าสวย ๆ เนี่ย ผมก้อก้อคิดว่า เออ เดี๋ยว ก้อคงเจอต้นที่สวยกว่านี้ ดังนั้นผมก็เลยไม่เด็ดมัน แล้วผมก็เดินไปเรื่อย รู้ตัวอีกที มันก็สุดสนามหญ้าแล้ว ครับ จะเดินกลับก้อไม่ได้ เพราะจานสั่งห้ามไว้

อาจารย์ : นั่นแหละ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ

… เรื่องนี้ต้องการที่จะสื่ออะไรกับเรา

ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ ต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือ คนที่คุณชอบ หรือคนที่ดึงดูดคุณนั่นแหละ

ส่วนทุ่งหญ้า ก็คือ เวลา … เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ อย่ามัวแต่เปรียบเทียบ แล้ว คิดว่า คงจะมีที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าคุณ มัวแต่ เปรียบเทียบ คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่าลืมว่า…”เวลาไม่เคยย้อนกลับ” ไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้น เรื่องนี้ ยังสามารถใช้ได้กับ การหาคนที่จะมาทำงานร่วมกับคุณในชีวิต หรือ แม้กระทั่งงานที่เหมาะสมกับคุณ
ดังนั้น มันจึงเป็นสัจธรรม ที่ว่า …
จงรัก และ ไขว่คว้า โอกาสที่คุณมีในขณะนี้ อย่ามัวแต่เสียเวลา บางครั้งคนเราก็มีโอกาสเลือกแค่ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น…

ความคิด28 November, 2006 14:37



เมื่อฉันยังเล็กๆ พ่อเป็นเหมือนแสงไฟในตู้เย็น แต่ละบ้านมีพ่อ
แต่ไม่มีใครรู้จริงๆสักคนว่า พ่อแต่ละคนทำอะไรหลังจากปิดประตูออกไปจากบ้านแล้ว
 
พ่อของฉันออกจากบ้านทุกเช้าและกลับมาตอนเย็นทุกวัน

พ่อคนเดียวที่สามารถเปิดขวดแยมได้ ในขณะที่คนอื่นๆทำไม่สำเร็จ

พ่อคนเดียวที่สามารถลงไปห้องใต้ดินคนเดียวได้ โดยไม่ต้องให้ใครลงไปเป็นเพื่อน

มีบางครั้งที่พ่อโดนมีดโกนหนวดบาด แต่ก็ไม่ต้องมีใครคอยปลอบ

เวลาฝนตกพ่อเป็นคนที่ต้องออกไปเอารถ และขับมาจอดไว้ใกล้ๆประตูบ้านคอยรับเรา

เวลาใครไม่สบาย ก็พ่ออีกนั่นแหละที่ไปซื้อยามาให้

พ่อคอยวางกับดักหนู ตัดกิ่งกุหลาบไม่ให้มาทิ่มแทงเรา

เมื่อฉันได้รับจักรยานคันใหม่ พ่อก็คอยถีบไปข้างๆฉันหลายต่อหลายกิโลเมตร…
จนกว่าฉันจะสามารถขี่คนเดียวได้

ฉันกลัวพ่อของคนอื่น แต่ไม่เคยกลัวพ่อของฉัน

วันหนึ่งฉันชงชาให้พ่อ แต่มันหวานเกินไป
พ่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ ค่อยๆจิบชา และบอกว่า “อร่อยจัง”

เวลาที่ฉันเล่นตุ๊กตาแม่ ฉันมักเล่นอะไรต่ออะไรได้เยอะแยะ

แต่สำหรับตุ๊กตาพ่อ ฉันกลับไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
ฉันได้แต่เพียงพูดว่า

“เอาละ พ่อไปทำงานนะ”
แล้วฉันก็โยนตุ๊กตาพ่อไว้ใต้เตียง

………… ……..

เช้าวันหนึ่ง ตอนฉันอายุเก้าขวบ
พ่อไม่ตื่นไปทำงาน
เราพาพ่อไปโรงพยาบาล

พ่อสิ้นใจ…

วันรุ่งขึ้น ฉันเข้าไปในห้องนอน
หาตุ๊กตาพ่อ ที่อยู่ใต้เตียง
ปัดฝุ่น และวางไว้บนเตียง…

พ่อของฉันไม่เคยทำอะไรเลยหรือ …
ฉันไม่คาดคิดเลยว่าการจากไปของพ่อ
จะทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดได้มากขนาดนี้
และทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่รู้ว่าทำไม…

———— ——— ——— ——— ——— ——— ——-

หญิงสาวคนหนึ่งสารภาพว่า
“พ่อของฉันตายมาแล้วหลายปี
แต่ฉันก็ยังเสียใจอยู่จนทุกวันนี้ ที่ไม่ได้บอกพ่อว่า…

“พ่อ… หนูรักพ่อ”…

ความคิด 13:08
คุณจะลำบากไป ๑๐ ปี การเงินจะชักหน้าไม่ถึงหลัง
สุขภาพก็จะไม่สู้ดี


หมอดูทำนายอนาคตให้ลูกค้าคนหนึ่ง
หลังจากนั้น ผมจะสบาย มั่งมีศรีสุขใช่ไหม หมอ?”


เปล่า
หลังจากนั้นคุณจะชินไปเอง

ไม่ว่าความทุกข์จะมาในรูปไหน
คนเรามักมีความสามารถในการปรับตัวปรับใจให้คุ้นเคย
จนความทุกข์นั้นๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ที่ทนไม่ได้นั้น
ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะมีเวลาปรับตัวน้อยเกินไป

หรือว่ายังไม่ทันปรับตัวจนคุ้นเคย ก็คิดสั้นไปเสียก่อน

คนที่ประสบเหตุจนตาบอด หูหนวก แม้จะทุกข์เพียงใด

แต่เมื่อเวลาผ่านไป จิตใจก็กลับเป็นปกติ

บางครั้งกลับมีความสุขกว่าคนปกติธรรมดาด้วยซ้ำ
ส่วนคนที่ติดคุกติดตาราง ทีแรกก็อึดอัดระทมทุกข์

แต่ไม่ช้าไม่นานจะเริ่มรู้สึกว่าคุกนั้นเป็นเสมือนบ้าน
คนที่อกหักรักคุดก็เช่นกัน สักพักก็จะทำใจได้
ยิ้มร่าได้เหมือนก่อน

ความเคยชินทำให้เรามีภูมิต้านทานต่อความทุกข์หรือสิ่งไม่พึงปรารถนา

คนที่ไปทำงานในปั๊มน้ำมันหรือเล้าหมู ใหม่ๆ
จะรู้สึกเหม็นตลบอบอวล

แต่อยู่ไปนานๆ
จมูกกลับไม่ได้กลิ่นเหล่านั้นเลย

ความเคยชินนั้นสามารถแปรความทุกข์ให้กลายเป็นความไม่ทุกข์
เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา
นั่นเป็นข้อดีของความเคยชิน

แต่ข้อเสียก็มีอยู่ไม่น้อย
บ่อยครั้งความเคยชินก็ทำให้ปัญหาถูกบดบังและเรื้อรัง

จนแก้ได้ยาก หรือก่อผลเสียหายในที่สุด

คนที่เคยชินกับการนั่งหรือยืนผิดท่า
จะไม่รู้ตัวเลยว่ากระดูกและกล้ามเนื้อเสียรูปไปแค่ไหนแล้ว

นานเข้าๆ โครงสร้างของร่างกายก็จะเสีย
จนยากจะแก้ไข

แถมยังก่อความเจ็บปวดทรมาน

บางคนเดินตัวเอียง จนใครเห็นใครก็ทัก
แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกผิดปกติ

นั่นก็เพราะเคยชินกับการเดินอย่างนั้นมานานนับสิบปี
ยิ่งวันก็ยิ่งเอียงจนเหมือนหอเอียงปิซ่า
ถึงตอนนั้นก็สายเกินแก้แล้ว

เจ้านายที่เครียดเป็นกิจวัตร มักไม่ค่อยรู้ตัวว่าตนเองขี้หงุดหงิดแค่ไหน

เพราะนอกจากตัวเองจะทำเป็นนิสัยแล้ว
คนรอบข้างก็เคยชินด้านชา

จนไม่รู้สึกรู้สาไปเสียแล้ว ฟังดูก็เหมือนดี
แต่ที่จริงไม่ใช่เลย

เพราะนับวันท่านก็จะเครียดง่ายขึ้น ถี่ขึ้น จนโรคหัวใจถามหา

การทำหรืออยู่กับสิ่งที่เคยชินปีแล้วปีเล่า
จึงไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป

บางครั้งก็มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนไปสัมผัสกับสิ่งใหม่
หรือสภาพแวดล้อมอย่างใหม่ดูบ้าง

คนชอบเครียด ลองเปลี่ยนเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนเที่ยวดูบ้าง

อาจพบว่าตัวเองเอาจริงเอาจังมากเกินไป

ยิ่งอยู่กับเพื่อนที่สบายๆ ง่ายๆ มากเท่าไร

ก็ยิ่งเห็นความติดยึดหยุมหยิมขี้กังวลของตนมากเท่านั้น
แล้วจะตระหนักว่าควรรู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
สำหรับคนที่เป็นเจ้านาย การรับลูกน้องใหม่ๆ มาทำงาน

อาจช่วยให้ตนเห็นปัญหาในหน่วยงานของตนชัดขึ้น
เพราะคนที่เข้ามาทำงานใหม่นั้น
จะเห็นปัญหาที่สะสมในหน่วยงาน

ได้ชัดเจนกว่าคนที่อยู่นานจนเคยชินกับปัญหา
ของที่วางระเกะระกะในห้องนั้น
คนที่คุ้นเคยย่อมไม่รู้สึกเป็นปัญหา

เพราะเดินหลบจนคล่องแคล่ว แต่ถ้าให้คนใหม่เข้ามาในห้อง
ง่ายที่เขาจะเดินเตะหรือเดินสะดุด

การลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยดูบ้าง
จะช่วยให้เราเห็นข้อจำกัดของตัวเอง

นอกจากจะทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่รู้สึกอหังการ์ว่าข้าเก่งทุกเรื่องแล้ว

ยังช่วยให้เราพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ
ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและการทำงาน

แม้กระทั่งการเปลี่ยนเส้นทางไปที่ทำงาน จากเดิมที่ใช้ชั่วนาตาปี

ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความจำเจ
ยังอาจเปิดตาให้เราเห็นอะไรใหม่ๆ สองข้างทาง

แทนที่จะชินชากับเส้นทางเดิม

กบนั้นเก่งในการปรับตัว เอากบไปวางไว้ในหม้อที่ตั้งอยู่บนกองไฟ

มันจะปรับตัวให้ชินกับความร้อนที่เพิ่มขึ้นๆ

แต่พอถึงจุดหนึ่ง
มันจะทนไม่ไหวและตายไปในที่สุด

ในสถานการณ์อย่างนี้ ทางออกที่ดีที่สุดคือกระโดดออกจากหม้อขณะที่ยังมีเวลา

ตอนนี้เราเป็นเหมือนกบในหม้อที่ร้อนระอุหรือไม่
ถ้าใช่ น่าจะคิดได้แล้วว่าถึงเวลากระโดด
ออกจากหม้อหรือยัง

 
ความคิด13 November, 2006 10:35

เมื่อชัยอายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ
ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ
และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป พ่อหันมาพูดกับชัยว่า

“ไม่เป็นไรลูก เงินแค่นี้ซื้อเวลา
ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ
8 ขวบ
ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท เมื่อป้าไปชำระเงิน
ยื่นธนบัตรร้อยบาทให้พนักงาน ได้รับเงินทอน 55 บาท
เพราะลูกค้ามากและเข้าใจว่าธนบัตร 50 บาทคือ 20 บาท
ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที แทนที่จะบอกพนักงานว่าทอนเงินผิด
เมื่อออกจากร้านป้าก็พูดกับชัยว่า
“ไม่เป็นไรหลาน
ความผิดของเขาเองใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์ แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน
แม่ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ชัย เมื่อครบกำหนดวันส่ง
แม่ให้พ่อไปซื้อต้นหอมแดงที่ตลาดและฝังลงในกระบะให้ชัยนำไปส่งครู และพูดว่า
“ไม่เป็นไรลูก ครูไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว
ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ
12 ขวบ
ชัยทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของลุงแตก
ลุงจึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทเครดิตที่ลุงใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมยได้รับเงินชดใช้มา
15,000 บาท เต็มราคาที่ซื้อมา ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า
“ไม่เป็นไรหรอกหลาน สิทธ์ของเราใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ
15 ปี
ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน
ครูฝึกได้สอนวิธีกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บโดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม
ครูฝึกบอกว่า
“ไม่เป็นไรหรอก
ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ 16
ปี
ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต
ของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง หัวหน้าแผนกให้ชัยจัดกระเช้าผลไม้
โดยแนะนำให้จัดวางผลไม่สวยจวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า คัดผลสวย ใบโตสีสด
จัดวางอยู่ส่วนบน หัวหน้าแผนกสอนว่า
“ไม่เป็นไรหรอก ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เอง แต่นำไปฝากคนอื่น
ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ
18 ปี
ได้สมัครสอบเพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัย
ปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2
เมื่อพ่อรู้เข้าจึงไปพูดกับกรรมการซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน
ในที่สุดชัยก็ได้รับทุน พ่อพูดกับชัยว่า
“ไม่เป็นไรลูก เป็นโอกาสของเรา ใครใครถ้ามีโอกาส
เขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ 19 ปี
เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับชัยเป็นเงิน 1,500 บาท
ชัยลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด เพราะเพื่อนพูดว่า
“ไม่เป็นไรหรอกชัย เกรดมีผลกับอนาคตนะ
ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ
24 ปี
ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 700,000 บาท และต้องติดคุก
พ่อกับแม่ไปเยี่ยมและตัดพ้อต่อว่า
“ทำไมลูกทำอย่างนี้กับพ่อแม่

ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนขี้โกงเลยนะ”

แนวคิดจาก It’ s ok , son , everybody does it . By Jack

Griffin ผู้เรียบเรียง

ความคิด22 October, 2006 12:58

ณ วัดบ้านป่าแห่งหนึ่ง 

      หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า “ผมถูกใส่ร้าย
ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ
ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ”

      หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า

      “เจ้ารู้ไหม ในตัวเรามีคนอยู่สามคน คนแรกคือ
คนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สามคือ
ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ “ ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา

      “คนเราล้วนมีความฝัน ความทะยานอยาก ตามประสาปุถุชนทั่วไป
ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม
เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน เช่น บางคนอยากเป็นนักร้อง เป็นนักมวย
เป็นดารา ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม
ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ”

      “มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น
บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย
เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ
แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง
ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้”

      “อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ
ก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ
แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร”

      “สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวชเคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่มีผัวแล้ว
เพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่อง
ชาวบ้านซุบซิบนินทา
หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า
ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ
มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม
เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี
ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา
เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ
นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล”

      “แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ “ ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา

      “เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เราห้ามใจใครไม่ได้
สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ
ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น
แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา 
เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ
เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง
ใจเราควรสงบนิ่ง
ยังไม่ต้องชำระ
ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ 
เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น
แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง
จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม”

      “เข้าใจครับหลวงตา” เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง

ความคิด19 October, 2006 21:31

           
หากเกิดปัญหาขึ้น เราจะประนีประนอมถนอมความรู้สึกคน รักได้อย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหยุมหยิมไปจนถึงเรื่องการให้เกียรติกัน
และความเสมอภาคเท่าเทียม เราจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีที่จะจัดการ
กับความขัดแย้งเหล่านี้ คุณจะตำหนิเขาอย่างไร โดยที่ไม่ใช้คำพูด ถากถางเขา
คุณจะขอร้องเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอย่างไรโดยไม่มีการ ข่มขู่
หรือทะเลาะกันด้วยวิธีไหนด้วยคำพูดและการกระทำแบบใดที่
จะไม่ทำให้คุณเสียใจภายหลัง

ติเตียนโดยไม่ใช้คำพูดที่รุนแรง

         
วิธีนี้เราควรฝึกฝนไว้ใช้กับทุกๆเรื่องในชีวิตประจำวัน
ลองนึกดูสิว่าถ้าเจ้านายของคุณ ตำหนิคุณเรื่อง
งานโดยใช้คำพูดที่คุณฟังแล้วไม่รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่า
ถ้าเป็นแบบนั้นคุณก็จะไม่รู้สึกเครียดเลย หรือการที่คุณ
สามารถบอกคนรักได้ว่าคุณไม่พอใจที่เขาทิ้งกางเกงในเกะกะบนพื้น
โดยไม่ใช้คำพูดถากถางเขา สิ่งที่ควร ทำคือคุณควรรู้จักยั้งคำพูดเอาไว้บ้าง
ไม่ใช่ว่าระเบิดออกไปอย่างกราดเกรี้ยว แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเรา
แนะให้คุณเก็บกดความโกรธเอาไว้นะ
คุณสามารถบอกคนรักเข้าใจความรู้สึกของคุณโดยนำการกระทำ
และความรู้สึกมาผูกไว้ในประโยคคำพูด เช่น “เวลาคุณ(การกระทำของเขา)
ฉันรู้สึก(ความรู้สึกของคุณ)” โดยคุณเพียงแต่เติมคำลงในวงเล็บ
ซึ่งควรเป็นคำพูดที่ตรงและเห็นภาพได้ เช่น “เมื่อคุณทิ้งกางเกงในเกะ กะบนพื้น
มันทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิด” พยายามหลีกเลี่ยงคำพูดใดๆ
ที่จะไปพาดพิงถึงแรงจูงใจใดๆ ของ ผู้กระทำ เช่น
“เมื่อคุณทิ้งกาเกางชั้นในเกะกะบนพื้น
มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นทาสของคุณที่ต้องคอย ตามเก็บ”
พูดอะไรให้มันตรงประเด็นและเข้าใจได้ง่าย

หลีกเลี่ยงการพูดจาดูแคลน

         
การพูดจาดูถูกกันไม่ได้เป็นผลดีอะไรขึ้นเลย
รวมถึงแววตาที่แสดงความรังเกียจสะอิดสะเอียน หรือ คำพูดที่ออกแนวเยาะเย้ย
สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณร้ายส่อว่าชีวิตคู่มีปัญหาขนาดหนักที่คุณจำเป็นต้องเปิดอก
คุยกันแล้ว อย่าเพิกเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้
หากคุณเริ่มรู้สึกว่าตัวเองพูดจาเชิงเยาะเย้ยคนรักเมื่อใด เมื่อนั้น
คุณควรสำรวจทบทวนความรู้สึกของตนเองได้แล้ว
คุณกำลังคิดว่าไม่ว่าเขาทำอะไรมันก็ผิดไปหมด แล้ว สิ่งที่คุณทำนั้น
มันถูกทุกอย่างแล้วเหรอ คุณควรมองพฤติกรรมของคนรักในแง่มุมอื่นๆดูบ้าง


โทษที่การกระทำ ไม่ใช่ที่ตัวผู้กระทำ

            
การกล่าวโทษว่าตัวเขาน่ะผิด ไม่ใช่การกระทำของเขาที่ผิด จะนำไปสู่ปัญหาได้
ซึ่งเราก็โทษกันแบบ นี้อยู่บ่อยๆ “คุณไม่เคยเห็นคุณค่าของฉันเลย”
ไม่มีใครพอใจที่ถูกกล่าวหาอย่างนั้นหรอก และคนเราเมื่อ
ถูกกล่าวหาก็จะต้องพูดจาปกป้องตัวเอง
ดังนั้นเมื่อคุณรู้สึกโกรธและอยากจะระบายออกมา คุณควรจะสงบ
สติอารมณ์และคิดมุ่งไปที่ตัวปัญหา ถ้าคุณอยากให้เขารู้ถึงความรู้สึกของคุณ
ก็ควรใช้คำพูดที่บ่งถึงการ กระทำของเขาที่กระทบความรู้สึกของคุณ
พูดเฉพาะการกระทำที่ทำให้คุณโกรธแทนที่จะพูดว่า “เวลา
คุณโมโหนี่เหมือนวัวบ้าเลยนะ” ควรพูดว่า “เวลาคุณโมโหขึ้นมาฉันรู้สึกกลัวค่ะ”


พูดกันให้เข้าใจ

         
ความมั่นคงทางอารมณ์นั้น
เกี่ยวข้องกับการเข้าใจในความรู้สึกของตัวคุณเอง และสามารถแสดงมัน
ออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ไปพาลโทษสิ่งอื่นใด
และมีความสามารถที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหานั้นๆได้
คู่รักที่รู้จักสงบสติอารมณ์และหลีกเลี่ยงการขัดแย้ง
โดยรู้จักการประนีประนอมก็จะอยู่กันได้อย่างมีความสุข
แต่การประนีประนอมอาจเป็นไปได้โดยไม่ราบรื่น หากอีกฝ่ายหนึ่งนิ่งเฉย
ไม่ยอมให้ความร่วมมือด้วย
โดยการไม่พูดการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเงียบเฉยไม่ยอมพูดจาปรับความเข้าใจกัน
ก็จะทำให้ความสัมพันธ์จบ ลงได้


ขจัดความคิดทางลบ

             
ความคิดในเชิงลบอาจทำให้ชีวิตรักพังพินาศได้
หากแฟนของคุณเต้นรำใกล้ชิดติดร่างเพื่อนสนิท ของคุณเกินไปสักหน่อย
มันไม่ได้หมายความว่าเขากำลังพยายามลวนลามเธอ และหมดรักคุณแล้ว
พึงจำไว้ว่าการกระทำที่ไม่ดีเพียงครั้งเดียยว
ไม่ได้ทำให้คนคนนั้นกลายเป็นคนเลวไปเลย ขจัดความคิดในนเชิง
ลบออกไปจากหัวสมองของคุณเสียก่อนที่มันจะสายเกินไป


ไว้ใจในญาณสังหรณ์

ญาณสังหรณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในทางอารมณ์แห่งความสัมพันธ์นั้นอาจเกิดขึ้นได้
แต่ก็อาจจะ แปรปรวนกลายเป็นเรื่องประสาทๆ หวาดระแวงได้ง่ายเช่นกัน
อย่างถ้าคุณกำลังถกเถียงกันอยู่ และคู่รัก
ของคุณกล่าวหาว่าคุณเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
ก็จงหาแก่นของความจริงในสิ่งที่อาจดูเหมือนว่าเป็นความ
หวาดระแวงจนเกินเหตุนั้น บางทีคุณอาจจะเพิ่งโมโหโกรธาในเรื่องขี้ประติ๋ว
(ที่อาจจะไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่ถกเถียงอยู่เลย)
จนทำให้อารมณ์ของคุณมีความเคลื่อนไหวไปในทางลย
คู่ของคุณเขาก็จะรู้สึกได้ถึงความ เฉยเมยในอารมณ์นั้นของคุณ
ก็เลยทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่


ควบคุมความโกรธ

           
ความโกรธเป็นสิ่งที่เราต้องระบายมันออกมา
แต่การระเบิดความโกรธอย่างเดือดดาลนั้นไม่เป็นผลดี แต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม การสะกดกลั้นมันเอาไว้ก็เป็นโทษได้เช่นกัน
จากการวิจัยพบว่ายิ่งเก็บความโกรธไว้มากเท่าไหร่
ก็จะนำไปสู่การระเบิดทางอารมณ์ที่รุนแรงมากเท่านั้น
วิธีการจัดการกับความโกรธก็คือการสงบสติอารมณ์โดยเบนความสนใจไปที่สิ่งอื่น
เช่น เลี่ยงออกไป เดินข้างนอกเสียและคิดถึงเรื่องอื่นๆแทน
พอคุณเริ่มสงบลงก็กลับมาพูดกันใหม่ โดยใช้เหตุผล อย่าให้อารมณ์รุนแรงมาแทรก

ถ้าปรับความเข้าใจกันได้ก็จะใกล้ชิดกันมากขึ้น
ถ้าคุณฝึกทักษะเหล่านี้ได้สำเร็จ
บทเรียนที่คุณจะได้รับนอกจากคุณสามารถสร้างการสื่อสารที่เยี่ยม ยอดแล้ว
คุณยังได้รับความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นรางวัล
เพราะเมื่อคุณสามารถบอกคนรักได้ถึงความรู้สึกของคุณ
และรับฟังความรู้สึกของเขาได้เช่นกัน ความใกล้ชิดก็จะบังเกิดขึ้น
และเมื่อนั้นคุณและคนรักก็จะรู้สึกถึงความมั่นคง
ซึ่งทั้งหมดนี้แหละที่เรียกว่า
รักแท้

ความคิด18 October, 2006 14:02

ใครที่ยังลังเลที่จะตอบแทนพระคุณพ่อ-แม่ อ่านไว้ เวลามีไม่มาก รีบ ๆ เข้าเรื่องจริงจาก รร.อัญสัมชัญแล้วจะกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ …… 

เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ "มิสอุไรพร" ครูที่มีจิตวิทยาสูงในการสอนเด็ก                    

รักใดไหนเล่าเท่ารักแม่…วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของแม่ที่ลูกทุกคนควรอ่าน!

ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539

“มิสคะ  ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ”                    

โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร ครูสาวประจำระดับชั้นป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย                     เพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่งเพียงท่านเดียวในวันนี้ 

เอ…ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ                    

เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์ ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน หากรู้สึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรก เข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้                    

หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จมิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง ภาพแรกที่ได้เห็นชัด ๆ ทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปีเมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา 

"ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียม กลัวโดนเพื่อนล้อแม่มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำว่าแม่แขนเดียว แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา"                    

น้ำเสียงของคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม  เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมดครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ลูก ไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว  หากปล่อยเรื่องนี้ไป…..ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า  ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย                    

ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน                     

เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้…                    

วันที่  21 สิงหาคม พ.ศ.2536  หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน…ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ  คุณแม่  และลูกชายอีกสามคนพวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ  โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน  ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก                    

ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว 25 ซม. คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่  และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก               

“ถ้าเป็นพวกคุณ น้องตกลงไปอย่างนี้คุณจะทำอย่างไร”

 มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม มองหน้าเด็กนักเรียน ทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะ “ลูกชาย” ของคุณแม่ท่านนั้น 

“ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย คิดไม่ทันใช่มั้ย แต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร” 

คุณแม่ไม่ยอม  เสียเวลาคิดอะไรเลย  ท่านรีบยึดดึงตัวลูกเอาไว้แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน…ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป…คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที  แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง…แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง!                   

คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด…เลือดของแม่…ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อยและบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก…แต่ไม่ขาด ไม่ขาด…เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน…ไม่ขาด…เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ มือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น…ไม่ยอมปล่อย… 

คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงาน พร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่ ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!                    

คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อยแต่…มันสายเกินไปแล้ว! สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที 

ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหักต้องอยู่โรงพยาบาลนานราวสามเดือนจึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ 

 มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆห้องถามขึ้นอีกว่า 
“นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ” 
“กล้าหาญมาก” เด็ก ๆ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า 
หลาย ๆ คนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า 
มิสมองหน้า “ลูกชาย” ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า                    

“นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เองไหน ใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ”

เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

“วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้านมิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่าพวกเราชื่นชม และยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา” 
“จริงครับ ๆ ใช่ครับ ๆ” เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน 
“มิสได้ทราบมาว่ามีหลาย ๆ คนไปล้อเลียนเพื่อน ไหน คนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ” 

มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยน ถามว่า 
“ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ” 
เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้ว กล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ ครูสาวน้ำตาคลอยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดีหนักใจอยู่เหมือนกันว่า 

หากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใครยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน…จะทำอย่างไร? 
เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญและจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง 

ใครเล่า…จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่นในหัวใจเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่ง ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด 
หากบัดนี้…ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว เหลือเพียงความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น 

เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัว “ลูกชาย” เข้าไปคุยอีกครั้ง 
“วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ” 
เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า 
“ผม…ผมจะไปขอโทษคุณแม่แล้ว…แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ” 

รู้มั้ยน้ำนมหยดหนึ่งซึ่งไหลมาต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไหร่ บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน ว่ารักท่านมากมาย กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย

กอดเลยไม่ต้องอาย ก่อนไม่มีแม่ให้กอด…

FW MAIL