(๓)

       
 ประเพณีทำสงครามแต่โบราณ  ถ้าตีบ้านเมืองได้ด้วยรบพุ่ง
ฝ่ายชนะย่อมจับชาวเมืองทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิงเป็นเชลยไม่เลือกหน้า
 และปล่อยให้พวกทหารเก็บเอาทรัพย์สมบัติของชาวเมืองได้ตามชอบใจ
 บางทีก็เลยเผาบ้านเมืองเสียด้วย  ถ้าหากว่ายอมแพ้แต่โดยดี
ก็ไม่ริบทรัพย์จับชาวเมืองเป็นเชลย
 เป็นแต่เก็บเครื่องศัสตราวุธและเกณฑ์เอาของบางสิ่งซึ่งต้องการ
 แล้วใช้ชาวเมืองทำการต่างๆให้กองทัพ เช่น
เป็นกรรมกรหาบขนและปลูกสร้างเป็นต้น  ให้มูลนายควบคุมอยู่อย่างเดิม  

       
 เมื่อเสียเมืองเหนือครั้งนั้นเห็นจะยับเยินป่นปี้แต่เมืองกำแพงเพชรกับ
เมืองสุโขทัยซึ่งข้าศึกตีได้  แต่เมืองอื่นยอมอ่อนน้อมโดยดี
 พระเจ้าหงสาวดีจึงให้พระมหาธรรมราชากับเจ้าเมืองกรมการกระทำสัตย์แล้ว
 ให้บังคับบัญชาผู้คนพลเมืองอยู่ตามเดิม
 ให้ไทยชาวเมืองเหนือเป็นพนักงานทำการโยธาให้กองทัพ
 และให้เกณฑ์เรือในเมืองเหนือมารวมกันจัดเป็นกองทัพเรือขึ้นอีกทัพ ๑
 ให้พระเจ้าแปรยกลงมาทางลำแม่น้ำ  ส่วนกองทัพบกให้พระมหาอุปราชาเป็นปีกขวา
 พระเจ้าอังวะเป็นปีกซ้าย  พระเจ้าตองอูเป็นกองกลาง
 และกองทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดีหนุนตามลงมายังกรุงศรีอยุธยา
 พระเจ้าหงสาวดีเอาพระมหาธรรมราชากับพระยาสวรรคโลกและพระยาพิชัยมาด้วยใน
กองทัพหลวง

       
 ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเมื่อรู้ว่าข้าศึกเปลี่ยนกระบวนไปตีเมืองเหนือ
 มิได้ยกตรงมากรุงศรีอยุธยาดังคาด
 ก็รีบจัดกองทัพให้พระราเมศวรราชโอรสขึ้นไปช่วยเมืองเหนือ
 ได้รบกับข้าศึกที่เมืองชัยนาท  ทานข้าศึกไว้ได้พักหนึ่ง
 แต่เมื่อกองทัพเรือของข้าศึกยกมาช่วยรบสู้ไม่ไหวก็ต้องล่าถอยกลับลงมา  

         พระเจ้าหงสาวดียกลงมาถึงพระนครศรีอยุธยา
 ให้ตีป้อมที่ตั้งรายรอบนอกพระนครได้ทั้งหมด
 แล้วเข้าตั้งล้อมถึงชานพระนคร
 มีราชสาส์นถามสมเด็จพระมหาจักรพรรดิว่าจะสู้รบต่อไปหรือจะยอมเป็นไมตรีโดย
ดี  ถ้ายอมเป็นไมตรีก็จะให้คงเป็นบ้านเมืองต่อไป  ถ้าขืนต่อสู้
ตีพระนครได้จะเอาเป็นเมืองเชลย  

       
 ครั้งนั้นไทยเพิ่งแพ้ศึกใหญ่เป็นครั้งแรกคงเป็นเวลากำลังท้อใจ
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิตรัสปรึกษาข้าราชการเห็นว่าไม่มีทางที่จะเอาชนะ
ข้าศึกได้แล้ว  ควรยอมเป็นไมตรีเสียโดยดี  ถึงจะต้องเสียสินไหมอย่างไรบ้าง
ก็ยังมีปริมาณ  ดีกว่าให้ข้าศึกล้างผลาญบ้านเมืองฉิบหายหมด
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงรับเป็นไมตรี  คือยอมแพ้แต่โดยดี
 ให้ปลูกพลับพลาขึ้นข้างนอกพระนครที่ริมวัดช้าง
 ระหว่างที่ตั้งกองทัพหลวงของข้าศึกกับคูเมืองทางด้านเหนือ
 แล้วสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าบุเรงนอง
 เสด็จไปพบกันที่พลับพลานั้น  พระเจ้าหงสาวดีเรียกค่าไถ่เมืองตามปรารถนา
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ต้องยอม  

       
 ข้อความที่ตกลงกันเมื่อทำสัญญาเลิกสงครามครั้งนั้น  
ในพงศาวดารไทยกับพงศาวดารพม่าว่าผิดกันเป็นข้อสำคัญบางข้อ
 ในพงศาวดารไทยว่า  เดิมพระเจ้าหงสาวดีขอช้างเผือกแต่ ๒ ช้างเพิ่มขึ้นเป็น
๔ ช้าง  กับขอตัวพระราเมศวรกับพระยาจักรีและพระสุนทรสงคราม
 ซึ่งเป็นตัวหัวหน้าในการต่อสู้ ๓ คนเอาไปเมืองหงสาวดี
 ได้แล้วก็เลิกทัพกลับไป

         ในพงศาวดารพม่าว่าขอช้างเผือก ๔
ช้างกับตัวหัวหน้า ๓ คนนั้นเช่นเดียวกับพงศาวดารไทย
 แต่ยังทีอย่างอื่นต่อออกไปอีก  คือว่าให้ไทยส่งส่วยช้างปีละ ๓๐ เชือก
 เงินปีละ ๓๐๐ ชั่ง  กับทั้งเงินอากรค่าปากเรือบรรดาที่เก็บได้ ณ
เมืองมะริด ถวายพระเจ้าหงสาวดีเสมอไป  และยังมีข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นอีก
 ว่าครั้งนั้นเมื่อพระเจ้าหงสาวดีจะเลิกทัพกลับไป
 เชิญสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปเมืองหงสาวดีด้วย
 เพราะฉะนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงต้องมอบสมบัติให้พระมหินทรฯราชโอรส
ครองกรุงศรีอยุธยา  ในพงศาวดารพม่ายังพรรณนาต่อไปว่า
 เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จไปถึงเมืองหงสาวดี
 พระเจ้าหงสาวดีให้ทำวังสร้างตำหนักอยางราชมนเทียรประทานเป็นที่ประทับ
 และว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จออกไปอยู่เมืองหงสาวดีได้สัก ๒ ปี
 สมัครออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
 เมื่อทรงผนวชแล้วพระเจ้าหงสาวดีจึงปล่อยให้เสด็จกลับเมืองไทย

   
     ความตอนนี้ในพงศาวดารไทยว่า  เมื่อเสร็จศึกครั้งนั้นแล้ว
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงมอบเวนราชสมบัติให้สมเด็จพระมหินทราธิราชครอง
กรุงศรีอยุธยา  ส่วนพระองค์เสด็จออกไปประทับอยู่ ณ วังหลัง
 และต่อมาเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ

       
 ความที่แตกต่างกันนี้พิจารณาประกอบกับเหตุการณ์ที่มีต่อมา
 เห็นว่าความจริงน่าจะเป็นอย่างพม่าว่า
 คือพระเจ้าหงสาวดีเชิญสมเด็จพระมหาจักรพรรดิออกไปอยู่เมืองหงสาวดีอย่าง
เป็นตัวจำนำอยู่สักสองสามปี  

         ใช่แต่เท่านั้น
 เมื่อพระเจ้าหงสาวดีจะเลิกทัพกลับไป
 ตรัสขอสมเด็จพระนเรศวรต่อพระมหาธรรมราชา
 ว่าจะเอาไปเลี้ยงเป็นราชบุตรบุญธรรมด้วย
 แต่ที่จริงก็เอาไปเป็นตัวจำนำสำหรับพระมหาธรรมราชานั่นเอง
 พระมหาธรรมราชก็จำต้องถวาย
 สมเด็จพระนเรศวรจึงต้องเสด็จออกไปอยู่เมืองหงสาวดีเมื่อชันษาได้ ๙ ขวบ
 แต่คงมีผู้หลักผู้ใหญ่และข้าไทยตามไปอยู่ด้วย
 ถึงเวลาเมื่ออยู่ที่เมืองหงสาวดี
 พระเจ้าหงสาวดีก็๕งทรงอุปการะเลี้ยงดูให้อยู่กับเจ้านายรุ่นเดียวกัน
 อันน่าจะมีมากทั้งที่เป็นเชื้อวงศ์ของพระเจ้าหงสาวดี
 และที่ไปจากต่างประเทศเช่นเดียวกับสมเด็จพระนเรศวร
 ได้โอกาสศึกษาและได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีด้วยกันทั้งนั้น

(๔)

       
 ตั้งแต่เสร็จศึกหงสาวดีครั้งที่ ๒
พอสมเด็จพระมหินทราธิราชขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา
 ก็เริ่มรังเกียจกันกับพระมหาธรรมราชา
 ว่าเมื่อยอมแพ้ข้าศึกแล้วประจบประแจงพระเจ้าหงสาวดีเกินกว่าเหตุ
 ฝ่ายพระมหาธรรมราชาก็ไม่นับถือสมเด็จพระมหินทรฯ
มาแต่ก่อนและบางทีจะเคยดูหมิ่นว่าไม่ทรงพระปรีชาสามารถด้วย  

   
     ซ้ำมามีสาเหตุเกิดขึ้นด้วยพระยารามรณรงค์สงคราม
ผู้ว่าราชการเมืองกำแพงเพชรเอาใจออกห่างจากพระมหาธรรมราชา
 ขอลงมารับราชการในกรุงฯ  สมเด็จพระมหินทรฯ ยกย่องความชอบพระยารามฯ
เมื่อครั้งต่อสู้พระเจ้าหงสาวดีให้ว่าที่สมุหนายก
 อันเป็นผู้บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ
 เพราะฉะนั้นรัฐบาลในกรุงฯสั่งราชการบ้านเมืองไปอย่างไร
 เมืองเหนือก็มักโต้แย้งไม่ฟังบังคับบัญชาโดยเคารพเหมือนอย่างเมื่อครั้ง
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  ก็เลยเกิดระแวงสงสัยกันทั้ง ๒ ฝ่าย
 ฝ่ายสมเด็จพระมหินทรฯ สงสัยว่าพระมหาธรรมราชาจะไปเข้ากับพระเจ้าหงสาวดี
 ข้างฝ่ายพระมหาธรรมราชาก็สงสัยว่าสมเด็จพระมหินทรฯคอยหาเหตุจะกำจัดเสีย
จากเมืองเหนือ  

         ความส่อต่อไปอีกอย่าง ๑ ว่า
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิคงต้องออกไปเป็นตัวจำนำอยู่เมืองหงสาวดีจริงดัง
กล่าวในพงศาวดารพม่า
 ถ้าหากเสด็จอยู่ในเมืองไทยก็เห็นจะสามารถสมัครสมานสมเด็จพระมหินทรฯกับพระ
มหาธรรมราชามิให้แตกร้าวกัน
หรือมิฉะนั้นก็อาจกลลับขึ้นครองราชสมบัติแต่ในเวลานั้น
 คงไม่มีเหตุร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นในเวลา ๔ ปีต่อมา
 จนถึงเสียอิสรภาพของเมืองไทย

       
 เริ่มเกิดเหตุตอนนี้ด้วยเมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเลิกทัพกลับไปจาก
เมืองไทย  ไปได้ข่าวว่าพระเจ้าเชียงใหม่เมกุติคบคิดกับพระยานครลำปาง
พระยาแพร่ (เรียกในพงศาวดารพม่าว่าพระยาเชรียง) พระยาน่าน
และพระยาเชียงแสนจะตั้งแข็งเมือง
 พระเจ้าหงสาวดีจึงยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๑๐๗
 ครั้งนั้นพระเจ้าหงสาวดีเกณฑ์กองทัพไทยขึ้นไปช่วยตีเมืองเชียงใหม่ด้วย
 สมเด็จพระมหินทรฯจึงตรัสสั่งให้พระมหาธรรมราชาจัดกองทัพเมืองเหนือขึ้นไป
ช่วยพระเจ้าหงสาวดี  พระมหาธรรมราชาคุมกองทัพขึ้นไปเอง
 ไปถึงเมืองเชียงใหม่เมื่อพระเจ้าหงสาวดีได้เมืองเชียงใหม่แล้ว
 เพราะพระเจ้าเชียงใหม่เมกุติยอมแพ้โดยดี  แต่พระยา ๔ คน
จับได้แต่พระยาเชียงแสน  ที่เหลืออีก ๓
คนหนีไปอยู่กับพระเจ้าลานช้างไชยเชษฐาที่เมืองเวียงจันทน์  

     
   พระมหาธรรมราชาได้เฝ้าพระเจ้าหงสาวดีที่เมืองเชียงใหม่
 พระเจ้าหงสาวดีคงไต่ถามทราบความว่าพระมหาธรรมราชากับพระมหินทรฯเกิดกิน
แหนงกัน  เห็นเป็นช่องที่จะมีอำนาจยิ่งขึ้นในเมืองไทย
 ก็ยกย่องความชอบของพระมหาธรรมราชาที่ขึ้นไปช่วยครั้งนั้น
 รับจะอุดหนุนมิให้ต้องเดือดร้อนในภายหน้า
 พิเคราะห์ความตามเรื่องดูเหมือนพระมหาธรรมราชาจะฝักใฝ่หมายพึ่งพระเจ้าหง
สาวดีแต่นั้นมา  

       
 เมื่อพระเจ้าหงสาวดีพักอยู่ที่เมืองเชียงใหม่
 ได้ข่าวมาจากเมืองหงสาวดีว่าเชลยไทยใหญ่เป็นกบฏขึ้น
 จึงตรัสสั่งให้พระมหาอุปราชายกกองทัพตามพระยาทั้ง ๓ ไปตีเมืองเวียงจันทน์
 แล้วเลิกกองทัพหลวงไปเมืองหงสาวดี
 ส่วนกองทัพพระมหาธรรมราชาก็ให้เลิกกลับมายังเมใองพิษณุโลก
 กิตติศัพท์ที่พระเจ้าหงสาวดีผูกพันทางไมตรีกับพระมหาธรรมราชา
 ทราบมาถึงกรุงศรีอยุธยา  ก็ยิ่งเพิ่มความกินแหนงหนักขึ้น

       
 เมื่อกองทัพหงสาวดียกไปถึงแดนลานช้าง  พระเจ้าไชยเชษฐาต่อสู้
 เห็นเหลือกำลังก็ทิ้งเมืองเวียงจันทน์พากองทัพหลบไปตั้งซุ่มซ่อนอยู่ในป่า
 พระมหาอุปราชาก็ได้เมืองเวียงจันทน์โดยง่าย  แต่เวลานั้นพอเข้าฤดูฝน
ฝนตกชุก  พระมหาอุปราชาไม่สามารถจะยกกองทัพติดตามพระเจ้าไชยเชษฐาต่อไปได้
 ก็ตั้งอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์  

       
 แต่พวกชาวลานช้างคุ้นเคยกับฤดูในถิ่นฐานของตน
 พอเห็นข้าศึกต้องหยุดอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์
 พระเจ้าไชยเชษฐาก็แต่งกองโจรให้แยกย้ายกันไปเที่ยวตีตักลำเลียงเสบียงอาหาร
 จนกองทัพหงสาวดีอดอยากผู้คนเจ็บป่วยล้มตายลงตามกัน
 เมื่อสิ้นฤดูฝนพระมหาอุปราชาไม่มีกำลังพอจะทำสงคราม ต้องล่าทัพกลับไป
 พระเจ้าไชยเชษฐาได้ทีก็ออกติดตามตีข้าศึก เสียรี้พลพาหนะอีกเป็นอันมาก  เป็น
ครั้งแรกที่ปรากฏว่ากองทัพเมืองหงสาวดีครั้งพระเจ้าบุเรงนองต้องล่าหนี
ข้าศึก  ก็เลื่องลือเกียรติพระเจ้าไชยเชษฐาว่าเป็นวีรบุรุษขึ้นในครั้งนั้น

 แต่เมื่อพระมหาอุปราชาล่าทัพกลับไปจากเมืองเวียงจันทน์
 รวบรวมครอบครัวของพระเจ้าไชยเชษฐาทั้งมเหสีเทวีและอุปราชญาติวงศ์ซึ่งตก
อยู่ในเมืองเวียงจันทน์  พาเอาไปเมืองหงสาวดีหมด

       
 พระเจ้าไชยเชษฐากลับมาครองเมืองจึงคิดจะหามเหสีใหม่
 ให้สืบหาราชธิดาในประเทศที่ใกล้เคียง
 ได้ความว่าในกรุงศรีอยุธยามีราชธิดาพระองค์น้อยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
 อันเกิดด้วยพระสุริโยทัยอยู่องค์ ๑  ทรงพระนามว่าพระเทพกษัตรี
 พระเจ้าไชยเชษฐาเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาก็แค้นเคืองเมืองหงสาวดีอยู่เหมือนกัน
 ถ้าเป็นสัมพันธไมตรีกันก็จะได้ช่วยกันต่อสู้ศึกหงสาวดีในวันหน้า
 จึงมีราชสาส์นมายังสมเด็จพระมหินทรฯ
ทูลขอพระเทพกษัตรีไปอภิเษกเป็นพระมเหสี
 ฝ่ายสมเด็จพระมหินทรฯก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน
 จึงอนุญาตด้วยความยินดีที่จะเป็นสัมพันธมิตรกับพระเจ้าไชยเชษฐา  

         กิตติศัพท์ทราบถึงพระมหาธรรมราชา
 ว่าสมเด็จพระมหินทรฯจะทำไมตรีเป็นสัมพันธมิตรกับพระเจ้าไชยเชษฐาก็เกิดวิตก
 ด้วยเกรงว่าพระเจ้าหงสาวดีจะสงสัยรู้ว่าเป็นใจด้วย
 ทั้งวิสุทธิกษัตรีก็เป็นห่วงพระเทพกษัตรีองค์พระกนิษฐา
 เกรงว่าถ้าไปอยู่เมืองเวียงจันทน์จะถูกกวาดเป็นเชลยเอาไปเมืองหงสาวดี
เหมือนกับพระมเหสีองค์ก่อนของพระไชยเชษฐา
 พระมหาธรรมราชาจึงบอกเป็นความลับไปทูลพระเจ้าหงสาวดี
 และแนะให้แต่งกองทหารลอบเข้ามาคอยดักทางชิงพระเทพกษัตรีเอาไปเมืองหงสาวดี
 แต่พระมหาธรรมราชทำไม่รู้เรื่องที่กรุงศรีอยุธยาจะเป็นไมตรีกับเมืองลาน
ช้าง  เพราะสมเด็จพระมหินทรฯมิได้ตรัสบอกให้ทราบ

       
 ฝ่ายพระเจ้าไชยเชษฐาเมื่อสมเด็จพระมหินทรฯยอมยกพระเทพ
กษัตรีรให้ตามความประสงค์  ก็แต่งให้ข้าหลวงลงมารับ
 แต่เผอิญข้าหลวงมาถึงพระนครฯเมื่อเวลาพระเทพกษัตรีประชวรอยู่ไม่สามารถจะ
ไปได้  ชะรอยพระเจ้าไชยเชษฐาจะได้กำหนดฤกษ์การพิธีอภิเษกบอกมาด้วย
 สมเด็จพระมหินทรฯจะขอผัดเลื่อนเวลาไม่ได้
 จึงส่งพระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิองค์ ๑  ทรงพระนามว่าพระแก้วฟ้า
อันเกิดด้วยพระสนมไปแทนพระเทพกษัตรี

       
 พระมหาธรรมราชรู้ว่ามิใช่พระเทพกษัตรีก็ปล่อยให้ไปโดยสะดวก
 แต่เมื่อพระแก้วฟ้าไปถึงเมืองเวียงจันทร์
 พระเจ้าไชยเชษฐาทราบว่าเป็นแต่ลูกพระสนม
 มิใช่พระราชธิดาอันเกิดด้วยพระมเหสี ก็ไม่รับไว้
 ให้ส่งคืนกลับมาโดยอ้างว่าจำนงจะอภิเษกแต่กับพระเทพกษัตรีที่เป็นพระธิดา
ของพระสุริโยทัยผู้ทรงเกียรติ

       
 เวลานั้นพระเทพกษัตรีหายประชวรแล้ว  สมเด็จพระมหินทรฯก็ให้ส่งไป
 ไปถึงกลางทางพวกทหารเมืองหงสาวดีก็ชิงพระเทพกษัตรีพาไปถวายพระเจ้าหงสาวดี
 สมเด็จพระมหินทรฯกับพระเจ้าไชยเชษฐารู้ชัดว่า
 พระมหาธรรมราชาเป็นผู้คิดอ่านให้เกิดเหตุ
 แต่สมเด็จพระมหินทรฯจะว่ากล่าวอย่างไรก็ยาก
 ด้วยได้ปิดบังเรื่องเป็นสัมพันธมิตรกับพระเจ้าไชยเชษฐามิให้พระมหาธรรม
ราชารู้
 ทั้งเมื่อส่งพระเทพกษัตรีไปเมืองเวียงจันทน์จะไปทางด่านสมอสอในลุ่มน้ำสัก
ผ่านหลังเมืองพิษณุโลกไปก็มิได้สั่งให้พระมหาธรรมราชาดูแลพิทักษ์รักษา
 จะเอาผิดอย่างไรมิได้

       
 จึงลอบคิดกลอุบายแก้แค้นด้วยกันกับพระเจ้าไชยเชษฐา
 ยกกองทัพลงมาตีกรุงศรีอยุธยาทางเมืองพิษณุโลก
 สมเด็จพระมหินทรฯก็จะขึ้นไปเหมือนอย่างว่าจะไปช่วยรักษาเมือง
 แล้วจะร่วมมือกันกำจัดพระมหาธรรมราชาเสีย  

       
 ฝ่ายพระมหาธรรมราชาเมื่อทราบข่าวว่าเมืองลานช้างเกณฑ์กองทัพจะมาตีเมืองไทย
ก็บอกลงมายังกรุงศรีอยุธยา
 แต่ระแวงว่าจะเป็นกลอุบายสมเด็จพระมหินทรฯจึงรีบให้ไปทูลพระเจ้าบุเรงนอง
ขอกองทัพเมืองหงสาวดีมาช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง  

       
 เมื่อสมเด็จพระมหินทรฯได้ทราบข่าวศึกจากพระมหาธรรมราชาก็โปรดให้พระยาสี
หราชเดโชชัยกับพระยาท้ายน้ำคุมพลอาสากอง ๑
ล่วยหน้าขึ้นไปช่วยรักษาเมืองพิษณุโลก  แต่ตรัสสั่งเป็นความลับไปว่า
 เมื่อเมืองพิษณุโลกลูกล้อมแล้วให้เป็นไส้ศึกข้างภายใน  แต่พระยาทั้ง ๒
กลับเอาความลับไปขยายแก่พระมหาธรรมราชา
 พระมหาธรรมราชาก็ให้เตรียมการป้องกันเมืองพิษณุโลกทั้ง ๒ ทาง

   
     กองทัพเมืองลานช้างยกลงมาถึงก่อน
 ก็ตั้งล้อมเมืองพิษณุโลกทางด้านเหนือกับด้านตะวันออก
 ครั้งกองทัพเรือกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปถึง
 พระยารามฯคุมกองทัพหน้าไปตั้งอยู่ที่วัดจุฬามณีข้างใต้เมืองพิษณุโลก
 กองทัพหลวงของสมเด็จพระมหินทรฯ ตั้งอยู่ที่ปากน้ำพิงค์ต่อลงมาข้างใต้
 พระมหาธรรมราชาแกล้งทำแพไฟไหม้ปล่อยลอยลงมาเผาเรือกองทัพพระยารามฯ
 ทนอยู่ไม่ไหวก็ต้องถอยลงมาหากองทัพหลวง
 ฝ่ายกองทัพเมืองลานช้างรู้ว่ากองทัพในกรุงฯขึ้นไปถึง
ก็เตรียมจะเข้าตีเมืองพิษณุโลกตามที่นัดกันไว้
 แต่ได้ยินว่ากองทัพของพระยารามฯ ถอยลงไปเสียแล้วก็ยั้งอยู่
 พอรู้ว่ากองทัพเมืองหงสาวดีเข้ามาถึง
 พระเจ้าไชยเชษฐาก็ล่าทัพถอยไปจากเมืองพิษณุโลก
 สมเด็จพระมหินทรฯไม่สมคะเนก็อ้างเหตุที่กองทัพเมืองลานช้างล่าไปแล้ว
 ถอยกองทัพกลับคืนมายังพระนครฯ

       
 แต่พระยาพุกามกับพระยาเสือหาญนายทัพหงสาวดีมาถึงช้าไปไม่ทันรบข้าศึก
 เกรงความผิดก็ยกติดตามกองทัพลานช้างต่อไป
 ไปเสียกลถูกล้อมต้องพ่ายแพ้หนีกลับมา  กลัวพระเจ้าหงสาวดีจะลงอาญา
 อ้อนวอนพระมหาธรรมราชาให้ช่วยทูลขอโทษ
 พระมหาธรรมราชเห็นเหมาะเพราะยังมิได้เป็นข้าศึกกับกรุงศรีอยุธยาโดยเปิดเผย
 ก็อ้างเหตุที่จะขอโทษพระยาทั้ง ๒ นั้นรีบออกไปยังเมืองหงสาวดี
 ไปทูลร้องทุกข์ที่ถูกสมเด็จพระมหินทรฯปองร้าย

         พระเจ้าหงสาวดีได้ทีที่จะตัดกำลังไทยก็ตั้งพระมหาธรรมราชาให้เป็น เจ้าฟ้าศรีสรรเพ็ชญ์ เจ้าประเทศราชครองเมืองเหนือทั้งปวงขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา  มิต้องอยู่ในบังคับบัญชาของสมเด็จพระมหินทรฯอีกต่อไป  ยศ
เจ้าฟ้าแรกมีขึ้นในประเพณีไทยเราในครั้งนั้น
 แรกใช้นำพระนามแต่พระเจ้าแผ่นดิน  ครั้นถึงรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ
 เลื่อนลงมาใช้นำพระนามพระราชกุมาร ที่พระมารดาเป็นเจ้าสืบมาจนบัดนี้

       
 ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเมื่อได้ทราบว่าพระมหาธรรมราชาออกไปเมืองหงสาวดี
 สมเด็จพระมหินทรฯก็คาดว่าคงไปยุยงให้เกิดเหตุร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง
 ขณะนั้นเผอิญประจวบเวลาสมเด็จพระมหาจักรพรรดิซึ่งทรงผนวชเสด็จกลับเข้ามา
ยังพระนคร  สมเด็จพระมหินทรฯก็เชิญเสด็จขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลกด้วยกัน
 ชะรอยจะอ้างว่าสงสารพระวิสุทธกษัตรีกับพระโอรสธิดาต้องอยู่เปล่าเปลี่ยว
 จะรับลงมาอยู่ในพระนครจนกว่าพระมหาธรรมราชาจะกลับ จึงจะส่งคืนขึ้นไป  

       
 แต่เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทราบว่าครอบครัวของพระมหาธรรมราชาถูกจับเป็นตัวจำนำ
 ก็ถือว่าสมเด็จพระมหินทรฯดูหมิ่น
 จึงสั่งให้พระมหาธรรมราชากลับเข้ามาเกณฑ์รี้พลพาหนะทางเมืองเหนือเตรียมไว้
 พอฤดูแล้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็ยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง
หนึ่ง  นับเป็นศึกหงสาวดีครั้งที่ ๓