ภาคแรก
บ้านเมืองเกิดยุคเข็ญ

(๑)

         เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๐๘๙
สมเด็จพระไชยราชาธิราชซึ่งครองกรุงศรีอยุธยาสวรรคต
 มีพระราชบุตรพระองค์เดียว
 แต่พระแก้วฟ้าอันท้าวศรีสุดาจันทร์พระสนมเอกเป็นพระเจ้าจอมมารดา
 พระแก้วฟ้าได้รับรัชทายาท  แต่พระแก้วฟ้ายังทรงพระเยาว์พระชันษาได้เพียง
๑๑ ปี  ว่าราชการบ้านเมืองเองยังไม่ได้
 พระเฑียรราชา(สันนิษฐานว่าเป็นพระเจ้าน้องยาเธอต่างพระชนนีกับสมเด็จพระ
ชัยราชาธิราช)เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
 แต่การภายในพระราชวังตกอยู่ในอำนาจท้าวศรีสุดาจันทร์อันได้เป็นสมเด็จพระ
ชนนีพระพันปีหลวง  ท้าวศรีสุดาจันทร์เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและมีราคะจริตกล้า
 ปรารถนาเอาพระเทียรราชาไว้ในมือ  แต่ไม่สำเร็จได้ดังประสงค์
 ก็พยายามขัดขวางด้วยอำนาจที่มีในราชสำนัก
 มิให้พระเฑียรราชาว่าราชการได้สะดวก
 พระเฑียรราชามิรู้ที่จะทำอย่างไรก็ต้องทูลลาออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุเสีย
ให้พ้นภัย  แต่นั้นอำนาจในราชการบ้านเมืองก็ตกไปอยู่ในมือท้าวศรีสุดาจันทร์

         พอมีอำนาจเต็มที่แล้ว
ในไม่ช้าท้าวศรีสุดาจันทร์ก็เป็นชู้กับพันบุตรศรีเทพ
 ซึ่งนับเป็นญาติกันมาแต่ก่อน  ให้เลื่อนขึ้นเป็นขุนวรวงศาธิราช
 ด้วยอ้างเหตุที่เป็นพระญาติกับพระแก้วฟ้า
 และให้ช่วยว่าราชการบ้านเมืองมีอำนาจขึ้นโดยลำดับ
 เป็นชู้กันมาจนท้าวศรีสุดาจันทร์มีครรภ์ขึ้น
 ขุนวรวงศาธิราชเห็นว่าจะปกปิดความชั่วต่อไปไม่ได้แล้ว
 ก็ลอบปลงพระชนม์พระแก้วฟ้าเสีย
 ท้าวศรีสุดาจันทร์ก็ต้องจัดการเชิญขุนวรวงศาธิราชขึ้นครองราชสมบัติไปตาม
เลย  

         จึงมีข้าราชการพวก ๑
ซึ่งมีขุ้นพิเรนเทพเป็นตัวหัวหน้า
 พร้อมใจกันจับขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์และเด็กหญิงที่เป็นลูก
ฆ่าเสีย  แล้วเชิญพระเฑียรราชาขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ ปีวอก พ.ศ. ๒๐๙๑
 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ(๑)  
เมื่อพูนบำเหน็จข้าราชการที่ช่วยกันกำจัดพวกทรยศครั้งนั้น
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระราชดำริว่า
 ขุนพิเรนเทพผู้เป็นตัวหัวหน้ามีความชอบยิ่งกว่าผู้น
 และเป็นเชื้อเจ้าในราชวงศ์พระร่วงสุโขทัย
 จึงโปรดให้สถาปนาขุนพิเรนทรเทพขึ้นเป็นเจ้า  ทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชา
 พระราชทานพระวิสุทธิกษัตรีราชธิดาเป็นมเหสี
 แล้วให้ขึ้นไปครองหัวเมืองเหนือทั้ง ๖ อยู่ ณ เมืองพิษณุโลก

   
   
 พระมหาธรรมราชาขึ้นไปครองเมืองเหนืออยู่ยังไม่ทันถึงปีก็เกิดศึกหงสาวดีมา
ตีกรุงศรีอยุธยา  คือเมื่อครั้งเสียพระสุริโยทัยนั้น
 เวลากองทัพพม่ามอญเข้ามาตั้งประชิดพระนครศรีอยุธยา
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิตรัสสั่งให้พระมหาธรรมราชายกกองทัพหัวเมืองเหนือลง
มาตีโอบหลังข้าศึก
 พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้เกรงจะถูกตีกระหนาบก็รีบเลิกทัพหนีไป  

       
 ฝ่ายไทยได้ทีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิตรัสสั่งให้พระราเมศวรราชโอรสกับพระมหา
ธรรมราชาติดตามตีข้าศึก  แต่ไปเสียกลถูกข้าศึกล้อมจับได้ทั้ง ๒ พระองค์
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ต้องยอมเลิกรบ
 ไถ่พระราเมศวรกับพระมหาธรรมราชากลับมา  แต่นั้นมาก็ว่างศึกหงสาวดีมา ๑๔
ปี  ตั้งแต่ปีระกา พ.ศ. ๒๐๙๒  จนปีกุน พ.ศ. ๒๑๐๖

       
 พระโอรสธิดาของพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตรีสมภพในระหว่างเวลาที่
ว่างสงครามนั้นทั้ง ๓ พระองค์
 พระสุพรรณกัลยาณีพี่นางเห็นจะแก่กว่าสมเด็จพระนเรศวร ๓ ปี
 จึงทรงเจริญเป็นสาว  ได้เป็นพระชายาพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรพระชันษาได้ ๑๕ ปี
 พระน้องยาเอกาทศรถก็เห็นจะอ่อนกว่าสมเด็จพระนเรศวรไม่เกิน ๓ ปี
 จึงทรงเจริญวัยได้ช่วยพระเชษฐาธิรบพุ่งตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อรบพระยาจีนจัน
ตุ  ดังจะปรากฏต่อไปข้างหน้า

(๒)

     
   พอสมเด็จพระนเรศวรพระชันษาได้ ๘ ขวบ  ก็เกิดศึกหงสาวดีครั้งที่ ๒ คือ
คราวพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองขอช้างเผือก
 อันเป็นต้นเรื่องตอนสำคัญของประวัติสมเด็จพระนเรศวร
 ในพงศาวดารพม่าว่าเมื่อพระเจ้าหงสาวดีตะเบ็งชะเวตี้ล่าทัพไปจากเมืองไทย(๒)
 พอกิตติศัพท์เลื่องลือว่าแพ้ไทยไป  พวกมอญเห็นได้ช่องก็ชวนกันคิดร้าย
 เพราะพระเจ้าหงสาวดีเป็นพม่าเมืองตองอู มิใช่มอญ
 เป็นแต่มีอานุภาพปราบเมืองมอญไว้ได้ในอำนาจ  แล้วมาตั้งราชธานีอยู่ ณ
เมืองหงสาวดี
 พวกมอญที่เป็นขุนนางคบคิดกันล่อลวงพระเจ้าหงสาวดีให้ออกไปตามช้างเผือกที่
ในป่า  แล้วจับปลงพระชนม์เสีย

       
 พอพระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ถูกปลงพระชนม์
 เจ้าเมืองต่างๆก็พากันตั้งตัวเป็นอิสระ
 มิได้รวมกันเป็นประเทศใหญ่เหมือนอย่างแต่ก่อน
 พระเจ้าตะเบงชะเวตี้มีพระญาติองค์ ๑
ซึ่งเป็นคู่คิดช่วยทำศึกสงครามมาแต่แรก  จึงสถาปนาให้ทรงศักดิ์เป็น
“บุเรงนอง” ตรงกับว่า “พระเชษฐาธิราช”  เป็นแม่ทัพคนสำคัญของเมืองหงสาวดี
 ต่อมาเมื่อเกิดกบฏที่เมืองหงสาวดี  บุเรงนองหนีไป
 ได้ไปอาศัยอยู่ถิ่นเดิม ณ เมืองตองอู  คอยสังเกตเหตุการณ์
 เห็นพวกหัวเมืองมอญที่ตั้งเป็นเป็นอิสระเกิดชิงกันเป็นใหญ่จนถึงรบพุ่งกัน
เอง  บุเรงนองจึงคิดอ่านตั้งตัวก็สามารถรวบรวมรี้พลได้โดยสะดวก
 เพราะไพร่บ้านพลเมืองมอญกำลังเดือดร้อนที่เกิดรบพุ่งกันเอง
 และเคยนับถือว่าบุเรงนองเป็นแม่ทัพสำคัญมาแต่ก่อน(๓)

         บุเรงนองก็สามารถตีเมืองมอญได้ทั้งหมด
 แล้วทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าหงสาวดี เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๐๙๖
 ก่อนสมเด็จพระเนศวรเสด็จสมถพ ๒ ปี
 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจัดการปกครองเมืองมอญเรียบร้อยแล้ว
 ขึ้นไปตีเมืองพม่าเมืองไทยใหญ่ได้ทั้งหมด  แล้วมาตีเมืองเชียงใหม่
 พระเจ้าเมกุติเห็นจะสู้ไม่ไหวก็ยอมเป็นเมืองขึ้นพระเจ้าหงสาวดี
 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองพยายามสะสมกำลังอยู่กว่า ๑๐ ปี
 เพราะฉะนั้นเมืองไทยจึงได้ว่างศึกหงสาวดีอยู่ ๑๔ ปี  ดังกล่าวแล้ว

       
 แต่ในระหว่างนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ระแวงว่าจะมีศึกหงสาวดีมาอีก
 ทรงตระเตรียมป้องกันบ้านเมืองทั้งที่ในกรุงฯ
ปละทางหัวเมืองเหนือมิได้ประมาท
 แต่เมืองไทยมีกำลังไม่พอจะไปบุกรุกตีเมืองหงสาวดีก่อน
 จึงได้แต่เตรียมตัวคอยต่อสู้  

       
 พอพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแผ่อำนาจได้ดังว่ามาแล้ว
 ก็เริ่มคิดจะเอาเมืองไทย
 จึงใช้อุบายมีราชสาส์นมาขอช้างเผือกสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ๒ ช้าง
 การที่ขอช้างเผือกเป็นแต่จะหาเหตุ
 เพราะทุกประเทศทางตะวันออกนี้ถือกันว่า
 ช้างเผือกเป็นคู่บารมีของพระเจ้าแผ่นดินไม่เคยมีเยี่ยงอย่างที่พระเจ้า
แผ่นดินผู้เป็นอิสระจะยอมสละช้างเผือกให้แก่กัน
 ถ้าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิยอมให้ช้างเผือกก็เหมือนยอมอยู่ในอำนาจพระเจ้าหง
สาวดี  ถ้าไม่ยอมให้ช้างเผือกก็เหมือนกับท้าให้พระเจ้าหงสาวดีมาตีเมืองไทย
 

       
 ข้างฝ่ายไทยก็รู้เท่าว่าพระเจ้าหงสาวดีจะเอาเมืองไทยเป็นเมืองขึ้น
 และรู้ว่าเมืองหงสาวดีมีกำลังมากกว่าแต่ก่อน
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระราชดำริเห็นว่าถึงให้ช้างเผือกก็ไม่คุ้มภัยได้
 เป็นแต่จะเสียเกียรติยศเพิ่มขึ้น  จึงไม่ยอมให้ช้างเผือก
 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็ยกทัพมาตีเมืองไทย

       
 ศึกหงสาวดีครั้งที่ ๒ ซึ่งยกมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๖
พม่าได้เปรียบไทยกว่าครั้งก่อน
 ด้วยพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้อาณาเขตกว้างขวางมีกำลังรี้พลมากกว่าไทยมาก
 อีกอย่าง ๑ พม่ายกมาเมื่อครั้งพระเจ้าตะเบงชะเวตี้
 มีความลำบากด้วยต้องมาเที่ยวหาเสบียงอาหารสำหรับกองทัพ
 ครั้งนี้ได้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นส่งเสบียงลงมาทางเรือจนเพียงพอไม่
ขัดสน  อีกอย่าง ๑ ซึ่งเป็นข้อสำคัญอย่างยิ่งนั้น
 คือที่พระเจ้าบุเรงนองเคยเข้ามาในกองทัพพมใม่อก่อน
 ได้รู้เห็นทั้งภูมิลำเนาและกำลังของคนไทยที่รบพุ่ง
 เห็นตระหนักว่าจะยกตรงมาตีพระนครศรีอยุธยาทางด่านพระเจดีย์ ๓
องค์เหมือนอย่างครั้งก่อนจะเอาชัยชนะไม่ได้
 ครั้งนี้จึงเปลี่ยนกระบวนศึกยกกองทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา
(เดี๋ยวนี้เรียกว่าด่านแม่สอด)
หมายเอากำลังมากเข้าทุ่มเทตีหัวเมืองเหนือตัดกำลังที่จะช่วยราชธานีเสียก่อน
 แล้วจึงลงมาตีพระนครศรีอยุธยาจากทางเหนือ  

       
 แต่ฝ่ายทางข้างไทยไม่รู้ความคิดของพระเจ้าบุเรงนอง
 คาดว่ากองทัพหงสาวดีจะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์เหมือนครั้งก่อน
 ก็ตระเตรียมป้องกันพระนครเป็นสามารถ
 แต่ทางหัวเมืองเหนือตระเตรียมกำลังยังไม่พร้อมพรัก
 พระเจ้าหงสาวดียกเข้ามาถึงเมืองกำแพงเพชรก็ตีได้โดยง่าย

       
 กองทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาครั้งนั้นจัดเป็นทัพกษัตริย์ ๕ ทัพ
 ซึ่งอาจจะแยกไปรบ ณ ที่ต่างๆกันได้โดยลำพัง
 พระเจ้าหงสาวดีตั้งกองทัพหลวงอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร
 ให้กองทัพพระเจ้าอังวะกับกองทัพพระเจ้าตองอูไปตีเมืองพิษณุโลกทาง ๑
 ให้กองทัพพระมหาอุปราชากับกองทัพพระเจ้าแปรยกไปตีเมืองสุโขทัย
 เมืองสวรรคโลก เมืองพิชัยทาง ๑  

       
 เมืองสุโขทัยต่อสู้จนเสียเมือง
 เมืองสวรรคโลกเมืองพิชัยยอมอ่อนน้อมต่อข้าศึกโดยดี
 แต่พระมหาธรรมราชาตั้งทัพต่อสู้ ณ เมืองพิษณุโลกอย่างเข้มแข็ง
 ข้าศึกจะตีหักเอาเมืองไม่ได้  ก็ตั้งล้อมไว้จนในเมืองสิ้นเสบียงอาหาร
 และเผอิญเกิดโรคทรพิษขึ้นด้วย
 พระมหาธรรมราชาก็ต้องรับแพ้ยอมอ่อนน้อมต่อข้าศึก
 เมืองพิษณุโลกต่อสู้ข้าศึกครั้งนี้เป็นครั้งแรก
 ที่สมเด็จพระนเรศวรจะได้ทรงเห็นการสงคราม  เมื่อพระชันษาได้ ๘ ขวบ

………………………………………………………………………………………………………………………………….

หมายเหตุ  
- กรุณาสอบกับหนังสือเล่มอื่นด้วยนะครับ
- โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน  อย่าให้ประวัติศาสตร์เป็นเหตุให้มนุษย์เกลียดชังกัน

(๑)  เพิ่มเติมได้ที่ เหตุเกิดเมื่อศักราช ๙๐๗ พระเฑียรราชาได้ราชสมบัติ
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/01/K4014738/K4014738.html

(๒)  คือ ล่าทัพไปเมื่อครั้งสงครามคราวเสียพระสุริโยทัย

(๓)
 คล้ายกับในสมัยที่ผ่านมา  คือในแผ่นดินเกิดการรบพุ่งมาหลายครั้ง
 พวกราษฎรพลเมืองต่างๆก็หนีภัยสงครามหลั่งไหลสู่เมืองตองอู
 และได้เป็นกำลังให้พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ยกลงมารบได้เมืองหงสาวดี