ความรู้29 January, 2007 16:45

(๓)

       
 ประเพณีทำสงครามแต่โบราณ  ถ้าตีบ้านเมืองได้ด้วยรบพุ่ง
ฝ่ายชนะย่อมจับชาวเมืองทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิงเป็นเชลยไม่เลือกหน้า
 และปล่อยให้พวกทหารเก็บเอาทรัพย์สมบัติของชาวเมืองได้ตามชอบใจ
 บางทีก็เลยเผาบ้านเมืองเสียด้วย  ถ้าหากว่ายอมแพ้แต่โดยดี
ก็ไม่ริบทรัพย์จับชาวเมืองเป็นเชลย
 เป็นแต่เก็บเครื่องศัสตราวุธและเกณฑ์เอาของบางสิ่งซึ่งต้องการ
 แล้วใช้ชาวเมืองทำการต่างๆให้กองทัพ เช่น
เป็นกรรมกรหาบขนและปลูกสร้างเป็นต้น  ให้มูลนายควบคุมอยู่อย่างเดิม  

       
 เมื่อเสียเมืองเหนือครั้งนั้นเห็นจะยับเยินป่นปี้แต่เมืองกำแพงเพชรกับ
เมืองสุโขทัยซึ่งข้าศึกตีได้  แต่เมืองอื่นยอมอ่อนน้อมโดยดี
 พระเจ้าหงสาวดีจึงให้พระมหาธรรมราชากับเจ้าเมืองกรมการกระทำสัตย์แล้ว
 ให้บังคับบัญชาผู้คนพลเมืองอยู่ตามเดิม
 ให้ไทยชาวเมืองเหนือเป็นพนักงานทำการโยธาให้กองทัพ
 และให้เกณฑ์เรือในเมืองเหนือมารวมกันจัดเป็นกองทัพเรือขึ้นอีกทัพ ๑
 ให้พระเจ้าแปรยกลงมาทางลำแม่น้ำ  ส่วนกองทัพบกให้พระมหาอุปราชาเป็นปีกขวา
 พระเจ้าอังวะเป็นปีกซ้าย  พระเจ้าตองอูเป็นกองกลาง
 และกองทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดีหนุนตามลงมายังกรุงศรีอยุธยา
 พระเจ้าหงสาวดีเอาพระมหาธรรมราชากับพระยาสวรรคโลกและพระยาพิชัยมาด้วยใน
กองทัพหลวง

       
 ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเมื่อรู้ว่าข้าศึกเปลี่ยนกระบวนไปตีเมืองเหนือ
 มิได้ยกตรงมากรุงศรีอยุธยาดังคาด
 ก็รีบจัดกองทัพให้พระราเมศวรราชโอรสขึ้นไปช่วยเมืองเหนือ
 ได้รบกับข้าศึกที่เมืองชัยนาท  ทานข้าศึกไว้ได้พักหนึ่ง
 แต่เมื่อกองทัพเรือของข้าศึกยกมาช่วยรบสู้ไม่ไหวก็ต้องล่าถอยกลับลงมา  

         พระเจ้าหงสาวดียกลงมาถึงพระนครศรีอยุธยา
 ให้ตีป้อมที่ตั้งรายรอบนอกพระนครได้ทั้งหมด
 แล้วเข้าตั้งล้อมถึงชานพระนคร
 มีราชสาส์นถามสมเด็จพระมหาจักรพรรดิว่าจะสู้รบต่อไปหรือจะยอมเป็นไมตรีโดย
ดี  ถ้ายอมเป็นไมตรีก็จะให้คงเป็นบ้านเมืองต่อไป  ถ้าขืนต่อสู้
ตีพระนครได้จะเอาเป็นเมืองเชลย  

       
 ครั้งนั้นไทยเพิ่งแพ้ศึกใหญ่เป็นครั้งแรกคงเป็นเวลากำลังท้อใจ
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิตรัสปรึกษาข้าราชการเห็นว่าไม่มีทางที่จะเอาชนะ
ข้าศึกได้แล้ว  ควรยอมเป็นไมตรีเสียโดยดี  ถึงจะต้องเสียสินไหมอย่างไรบ้าง
ก็ยังมีปริมาณ  ดีกว่าให้ข้าศึกล้างผลาญบ้านเมืองฉิบหายหมด
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงรับเป็นไมตรี  คือยอมแพ้แต่โดยดี
 ให้ปลูกพลับพลาขึ้นข้างนอกพระนครที่ริมวัดช้าง
 ระหว่างที่ตั้งกองทัพหลวงของข้าศึกกับคูเมืองทางด้านเหนือ
 แล้วสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าบุเรงนอง
 เสด็จไปพบกันที่พลับพลานั้น  พระเจ้าหงสาวดีเรียกค่าไถ่เมืองตามปรารถนา
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ต้องยอม  

       
 ข้อความที่ตกลงกันเมื่อทำสัญญาเลิกสงครามครั้งนั้น  
ในพงศาวดารไทยกับพงศาวดารพม่าว่าผิดกันเป็นข้อสำคัญบางข้อ
 ในพงศาวดารไทยว่า  เดิมพระเจ้าหงสาวดีขอช้างเผือกแต่ ๒ ช้างเพิ่มขึ้นเป็น
๔ ช้าง  กับขอตัวพระราเมศวรกับพระยาจักรีและพระสุนทรสงคราม
 ซึ่งเป็นตัวหัวหน้าในการต่อสู้ ๓ คนเอาไปเมืองหงสาวดี
 ได้แล้วก็เลิกทัพกลับไป

         ในพงศาวดารพม่าว่าขอช้างเผือก ๔
ช้างกับตัวหัวหน้า ๓ คนนั้นเช่นเดียวกับพงศาวดารไทย
 แต่ยังทีอย่างอื่นต่อออกไปอีก  คือว่าให้ไทยส่งส่วยช้างปีละ ๓๐ เชือก
 เงินปีละ ๓๐๐ ชั่ง  กับทั้งเงินอากรค่าปากเรือบรรดาที่เก็บได้ ณ
เมืองมะริด ถวายพระเจ้าหงสาวดีเสมอไป  และยังมีข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นอีก
 ว่าครั้งนั้นเมื่อพระเจ้าหงสาวดีจะเลิกทัพกลับไป
 เชิญสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปเมืองหงสาวดีด้วย
 เพราะฉะนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงต้องมอบสมบัติให้พระมหินทรฯราชโอรส
ครองกรุงศรีอยุธยา  ในพงศาวดารพม่ายังพรรณนาต่อไปว่า
 เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จไปถึงเมืองหงสาวดี
 พระเจ้าหงสาวดีให้ทำวังสร้างตำหนักอยางราชมนเทียรประทานเป็นที่ประทับ
 และว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จออกไปอยู่เมืองหงสาวดีได้สัก ๒ ปี
 สมัครออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
 เมื่อทรงผนวชแล้วพระเจ้าหงสาวดีจึงปล่อยให้เสด็จกลับเมืองไทย

   
     ความตอนนี้ในพงศาวดารไทยว่า  เมื่อเสร็จศึกครั้งนั้นแล้ว
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงมอบเวนราชสมบัติให้สมเด็จพระมหินทราธิราชครอง
กรุงศรีอยุธยา  ส่วนพระองค์เสด็จออกไปประทับอยู่ ณ วังหลัง
 และต่อมาเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ

       
 ความที่แตกต่างกันนี้พิจารณาประกอบกับเหตุการณ์ที่มีต่อมา
 เห็นว่าความจริงน่าจะเป็นอย่างพม่าว่า
 คือพระเจ้าหงสาวดีเชิญสมเด็จพระมหาจักรพรรดิออกไปอยู่เมืองหงสาวดีอย่าง
เป็นตัวจำนำอยู่สักสองสามปี  

         ใช่แต่เท่านั้น
 เมื่อพระเจ้าหงสาวดีจะเลิกทัพกลับไป
 ตรัสขอสมเด็จพระนเรศวรต่อพระมหาธรรมราชา
 ว่าจะเอาไปเลี้ยงเป็นราชบุตรบุญธรรมด้วย
 แต่ที่จริงก็เอาไปเป็นตัวจำนำสำหรับพระมหาธรรมราชานั่นเอง
 พระมหาธรรมราชก็จำต้องถวาย
 สมเด็จพระนเรศวรจึงต้องเสด็จออกไปอยู่เมืองหงสาวดีเมื่อชันษาได้ ๙ ขวบ
 แต่คงมีผู้หลักผู้ใหญ่และข้าไทยตามไปอยู่ด้วย
 ถึงเวลาเมื่ออยู่ที่เมืองหงสาวดี
 พระเจ้าหงสาวดีก็๕งทรงอุปการะเลี้ยงดูให้อยู่กับเจ้านายรุ่นเดียวกัน
 อันน่าจะมีมากทั้งที่เป็นเชื้อวงศ์ของพระเจ้าหงสาวดี
 และที่ไปจากต่างประเทศเช่นเดียวกับสมเด็จพระนเรศวร
 ได้โอกาสศึกษาและได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีด้วยกันทั้งนั้น

(๔)

       
 ตั้งแต่เสร็จศึกหงสาวดีครั้งที่ ๒
พอสมเด็จพระมหินทราธิราชขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา
 ก็เริ่มรังเกียจกันกับพระมหาธรรมราชา
 ว่าเมื่อยอมแพ้ข้าศึกแล้วประจบประแจงพระเจ้าหงสาวดีเกินกว่าเหตุ
 ฝ่ายพระมหาธรรมราชาก็ไม่นับถือสมเด็จพระมหินทรฯ
มาแต่ก่อนและบางทีจะเคยดูหมิ่นว่าไม่ทรงพระปรีชาสามารถด้วย  

   
     ซ้ำมามีสาเหตุเกิดขึ้นด้วยพระยารามรณรงค์สงคราม
ผู้ว่าราชการเมืองกำแพงเพชรเอาใจออกห่างจากพระมหาธรรมราชา
 ขอลงมารับราชการในกรุงฯ  สมเด็จพระมหินทรฯ ยกย่องความชอบพระยารามฯ
เมื่อครั้งต่อสู้พระเจ้าหงสาวดีให้ว่าที่สมุหนายก
 อันเป็นผู้บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ
 เพราะฉะนั้นรัฐบาลในกรุงฯสั่งราชการบ้านเมืองไปอย่างไร
 เมืองเหนือก็มักโต้แย้งไม่ฟังบังคับบัญชาโดยเคารพเหมือนอย่างเมื่อครั้ง
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  ก็เลยเกิดระแวงสงสัยกันทั้ง ๒ ฝ่าย
 ฝ่ายสมเด็จพระมหินทรฯ สงสัยว่าพระมหาธรรมราชาจะไปเข้ากับพระเจ้าหงสาวดี
 ข้างฝ่ายพระมหาธรรมราชาก็สงสัยว่าสมเด็จพระมหินทรฯคอยหาเหตุจะกำจัดเสีย
จากเมืองเหนือ  

         ความส่อต่อไปอีกอย่าง ๑ ว่า
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิคงต้องออกไปเป็นตัวจำนำอยู่เมืองหงสาวดีจริงดัง
กล่าวในพงศาวดารพม่า
 ถ้าหากเสด็จอยู่ในเมืองไทยก็เห็นจะสามารถสมัครสมานสมเด็จพระมหินทรฯกับพระ
มหาธรรมราชามิให้แตกร้าวกัน
หรือมิฉะนั้นก็อาจกลลับขึ้นครองราชสมบัติแต่ในเวลานั้น
 คงไม่มีเหตุร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นในเวลา ๔ ปีต่อมา
 จนถึงเสียอิสรภาพของเมืองไทย

       
 เริ่มเกิดเหตุตอนนี้ด้วยเมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเลิกทัพกลับไปจาก
เมืองไทย  ไปได้ข่าวว่าพระเจ้าเชียงใหม่เมกุติคบคิดกับพระยานครลำปาง
พระยาแพร่ (เรียกในพงศาวดารพม่าว่าพระยาเชรียง) พระยาน่าน
และพระยาเชียงแสนจะตั้งแข็งเมือง
 พระเจ้าหงสาวดีจึงยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๑๐๗
 ครั้งนั้นพระเจ้าหงสาวดีเกณฑ์กองทัพไทยขึ้นไปช่วยตีเมืองเชียงใหม่ด้วย
 สมเด็จพระมหินทรฯจึงตรัสสั่งให้พระมหาธรรมราชาจัดกองทัพเมืองเหนือขึ้นไป
ช่วยพระเจ้าหงสาวดี  พระมหาธรรมราชาคุมกองทัพขึ้นไปเอง
 ไปถึงเมืองเชียงใหม่เมื่อพระเจ้าหงสาวดีได้เมืองเชียงใหม่แล้ว
 เพราะพระเจ้าเชียงใหม่เมกุติยอมแพ้โดยดี  แต่พระยา ๔ คน
จับได้แต่พระยาเชียงแสน  ที่เหลืออีก ๓
คนหนีไปอยู่กับพระเจ้าลานช้างไชยเชษฐาที่เมืองเวียงจันทน์  

     
   พระมหาธรรมราชาได้เฝ้าพระเจ้าหงสาวดีที่เมืองเชียงใหม่
 พระเจ้าหงสาวดีคงไต่ถามทราบความว่าพระมหาธรรมราชากับพระมหินทรฯเกิดกิน
แหนงกัน  เห็นเป็นช่องที่จะมีอำนาจยิ่งขึ้นในเมืองไทย
 ก็ยกย่องความชอบของพระมหาธรรมราชาที่ขึ้นไปช่วยครั้งนั้น
 รับจะอุดหนุนมิให้ต้องเดือดร้อนในภายหน้า
 พิเคราะห์ความตามเรื่องดูเหมือนพระมหาธรรมราชาจะฝักใฝ่หมายพึ่งพระเจ้าหง
สาวดีแต่นั้นมา  

       
 เมื่อพระเจ้าหงสาวดีพักอยู่ที่เมืองเชียงใหม่
 ได้ข่าวมาจากเมืองหงสาวดีว่าเชลยไทยใหญ่เป็นกบฏขึ้น
 จึงตรัสสั่งให้พระมหาอุปราชายกกองทัพตามพระยาทั้ง ๓ ไปตีเมืองเวียงจันทน์
 แล้วเลิกกองทัพหลวงไปเมืองหงสาวดี
 ส่วนกองทัพพระมหาธรรมราชาก็ให้เลิกกลับมายังเมใองพิษณุโลก
 กิตติศัพท์ที่พระเจ้าหงสาวดีผูกพันทางไมตรีกับพระมหาธรรมราชา
 ทราบมาถึงกรุงศรีอยุธยา  ก็ยิ่งเพิ่มความกินแหนงหนักขึ้น

       
 เมื่อกองทัพหงสาวดียกไปถึงแดนลานช้าง  พระเจ้าไชยเชษฐาต่อสู้
 เห็นเหลือกำลังก็ทิ้งเมืองเวียงจันทน์พากองทัพหลบไปตั้งซุ่มซ่อนอยู่ในป่า
 พระมหาอุปราชาก็ได้เมืองเวียงจันทน์โดยง่าย  แต่เวลานั้นพอเข้าฤดูฝน
ฝนตกชุก  พระมหาอุปราชาไม่สามารถจะยกกองทัพติดตามพระเจ้าไชยเชษฐาต่อไปได้
 ก็ตั้งอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์  

       
 แต่พวกชาวลานช้างคุ้นเคยกับฤดูในถิ่นฐานของตน
 พอเห็นข้าศึกต้องหยุดอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์
 พระเจ้าไชยเชษฐาก็แต่งกองโจรให้แยกย้ายกันไปเที่ยวตีตักลำเลียงเสบียงอาหาร
 จนกองทัพหงสาวดีอดอยากผู้คนเจ็บป่วยล้มตายลงตามกัน
 เมื่อสิ้นฤดูฝนพระมหาอุปราชาไม่มีกำลังพอจะทำสงคราม ต้องล่าทัพกลับไป
 พระเจ้าไชยเชษฐาได้ทีก็ออกติดตามตีข้าศึก เสียรี้พลพาหนะอีกเป็นอันมาก  เป็น
ครั้งแรกที่ปรากฏว่ากองทัพเมืองหงสาวดีครั้งพระเจ้าบุเรงนองต้องล่าหนี
ข้าศึก  ก็เลื่องลือเกียรติพระเจ้าไชยเชษฐาว่าเป็นวีรบุรุษขึ้นในครั้งนั้น

 แต่เมื่อพระมหาอุปราชาล่าทัพกลับไปจากเมืองเวียงจันทน์
 รวบรวมครอบครัวของพระเจ้าไชยเชษฐาทั้งมเหสีเทวีและอุปราชญาติวงศ์ซึ่งตก
อยู่ในเมืองเวียงจันทน์  พาเอาไปเมืองหงสาวดีหมด

       
 พระเจ้าไชยเชษฐากลับมาครองเมืองจึงคิดจะหามเหสีใหม่
 ให้สืบหาราชธิดาในประเทศที่ใกล้เคียง
 ได้ความว่าในกรุงศรีอยุธยามีราชธิดาพระองค์น้อยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
 อันเกิดด้วยพระสุริโยทัยอยู่องค์ ๑  ทรงพระนามว่าพระเทพกษัตรี
 พระเจ้าไชยเชษฐาเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาก็แค้นเคืองเมืองหงสาวดีอยู่เหมือนกัน
 ถ้าเป็นสัมพันธไมตรีกันก็จะได้ช่วยกันต่อสู้ศึกหงสาวดีในวันหน้า
 จึงมีราชสาส์นมายังสมเด็จพระมหินทรฯ
ทูลขอพระเทพกษัตรีไปอภิเษกเป็นพระมเหสี
 ฝ่ายสมเด็จพระมหินทรฯก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน
 จึงอนุญาตด้วยความยินดีที่จะเป็นสัมพันธมิตรกับพระเจ้าไชยเชษฐา  

         กิตติศัพท์ทราบถึงพระมหาธรรมราชา
 ว่าสมเด็จพระมหินทรฯจะทำไมตรีเป็นสัมพันธมิตรกับพระเจ้าไชยเชษฐาก็เกิดวิตก
 ด้วยเกรงว่าพระเจ้าหงสาวดีจะสงสัยรู้ว่าเป็นใจด้วย
 ทั้งวิสุทธิกษัตรีก็เป็นห่วงพระเทพกษัตรีองค์พระกนิษฐา
 เกรงว่าถ้าไปอยู่เมืองเวียงจันทน์จะถูกกวาดเป็นเชลยเอาไปเมืองหงสาวดี
เหมือนกับพระมเหสีองค์ก่อนของพระไชยเชษฐา
 พระมหาธรรมราชาจึงบอกเป็นความลับไปทูลพระเจ้าหงสาวดี
 และแนะให้แต่งกองทหารลอบเข้ามาคอยดักทางชิงพระเทพกษัตรีเอาไปเมืองหงสาวดี
 แต่พระมหาธรรมราชทำไม่รู้เรื่องที่กรุงศรีอยุธยาจะเป็นไมตรีกับเมืองลาน
ช้าง  เพราะสมเด็จพระมหินทรฯมิได้ตรัสบอกให้ทราบ

       
 ฝ่ายพระเจ้าไชยเชษฐาเมื่อสมเด็จพระมหินทรฯยอมยกพระเทพ
กษัตรีรให้ตามความประสงค์  ก็แต่งให้ข้าหลวงลงมารับ
 แต่เผอิญข้าหลวงมาถึงพระนครฯเมื่อเวลาพระเทพกษัตรีประชวรอยู่ไม่สามารถจะ
ไปได้  ชะรอยพระเจ้าไชยเชษฐาจะได้กำหนดฤกษ์การพิธีอภิเษกบอกมาด้วย
 สมเด็จพระมหินทรฯจะขอผัดเลื่อนเวลาไม่ได้
 จึงส่งพระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิองค์ ๑  ทรงพระนามว่าพระแก้วฟ้า
อันเกิดด้วยพระสนมไปแทนพระเทพกษัตรี

       
 พระมหาธรรมราชรู้ว่ามิใช่พระเทพกษัตรีก็ปล่อยให้ไปโดยสะดวก
 แต่เมื่อพระแก้วฟ้าไปถึงเมืองเวียงจันทร์
 พระเจ้าไชยเชษฐาทราบว่าเป็นแต่ลูกพระสนม
 มิใช่พระราชธิดาอันเกิดด้วยพระมเหสี ก็ไม่รับไว้
 ให้ส่งคืนกลับมาโดยอ้างว่าจำนงจะอภิเษกแต่กับพระเทพกษัตรีที่เป็นพระธิดา
ของพระสุริโยทัยผู้ทรงเกียรติ

       
 เวลานั้นพระเทพกษัตรีหายประชวรแล้ว  สมเด็จพระมหินทรฯก็ให้ส่งไป
 ไปถึงกลางทางพวกทหารเมืองหงสาวดีก็ชิงพระเทพกษัตรีพาไปถวายพระเจ้าหงสาวดี
 สมเด็จพระมหินทรฯกับพระเจ้าไชยเชษฐารู้ชัดว่า
 พระมหาธรรมราชาเป็นผู้คิดอ่านให้เกิดเหตุ
 แต่สมเด็จพระมหินทรฯจะว่ากล่าวอย่างไรก็ยาก
 ด้วยได้ปิดบังเรื่องเป็นสัมพันธมิตรกับพระเจ้าไชยเชษฐามิให้พระมหาธรรม
ราชารู้
 ทั้งเมื่อส่งพระเทพกษัตรีไปเมืองเวียงจันทน์จะไปทางด่านสมอสอในลุ่มน้ำสัก
ผ่านหลังเมืองพิษณุโลกไปก็มิได้สั่งให้พระมหาธรรมราชาดูแลพิทักษ์รักษา
 จะเอาผิดอย่างไรมิได้

       
 จึงลอบคิดกลอุบายแก้แค้นด้วยกันกับพระเจ้าไชยเชษฐา
 ยกกองทัพลงมาตีกรุงศรีอยุธยาทางเมืองพิษณุโลก
 สมเด็จพระมหินทรฯก็จะขึ้นไปเหมือนอย่างว่าจะไปช่วยรักษาเมือง
 แล้วจะร่วมมือกันกำจัดพระมหาธรรมราชาเสีย  

       
 ฝ่ายพระมหาธรรมราชาเมื่อทราบข่าวว่าเมืองลานช้างเกณฑ์กองทัพจะมาตีเมืองไทย
ก็บอกลงมายังกรุงศรีอยุธยา
 แต่ระแวงว่าจะเป็นกลอุบายสมเด็จพระมหินทรฯจึงรีบให้ไปทูลพระเจ้าบุเรงนอง
ขอกองทัพเมืองหงสาวดีมาช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง  

       
 เมื่อสมเด็จพระมหินทรฯได้ทราบข่าวศึกจากพระมหาธรรมราชาก็โปรดให้พระยาสี
หราชเดโชชัยกับพระยาท้ายน้ำคุมพลอาสากอง ๑
ล่วยหน้าขึ้นไปช่วยรักษาเมืองพิษณุโลก  แต่ตรัสสั่งเป็นความลับไปว่า
 เมื่อเมืองพิษณุโลกลูกล้อมแล้วให้เป็นไส้ศึกข้างภายใน  แต่พระยาทั้ง ๒
กลับเอาความลับไปขยายแก่พระมหาธรรมราชา
 พระมหาธรรมราชาก็ให้เตรียมการป้องกันเมืองพิษณุโลกทั้ง ๒ ทาง

   
     กองทัพเมืองลานช้างยกลงมาถึงก่อน
 ก็ตั้งล้อมเมืองพิษณุโลกทางด้านเหนือกับด้านตะวันออก
 ครั้งกองทัพเรือกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปถึง
 พระยารามฯคุมกองทัพหน้าไปตั้งอยู่ที่วัดจุฬามณีข้างใต้เมืองพิษณุโลก
 กองทัพหลวงของสมเด็จพระมหินทรฯ ตั้งอยู่ที่ปากน้ำพิงค์ต่อลงมาข้างใต้
 พระมหาธรรมราชาแกล้งทำแพไฟไหม้ปล่อยลอยลงมาเผาเรือกองทัพพระยารามฯ
 ทนอยู่ไม่ไหวก็ต้องถอยลงมาหากองทัพหลวง
 ฝ่ายกองทัพเมืองลานช้างรู้ว่ากองทัพในกรุงฯขึ้นไปถึง
ก็เตรียมจะเข้าตีเมืองพิษณุโลกตามที่นัดกันไว้
 แต่ได้ยินว่ากองทัพของพระยารามฯ ถอยลงไปเสียแล้วก็ยั้งอยู่
 พอรู้ว่ากองทัพเมืองหงสาวดีเข้ามาถึง
 พระเจ้าไชยเชษฐาก็ล่าทัพถอยไปจากเมืองพิษณุโลก
 สมเด็จพระมหินทรฯไม่สมคะเนก็อ้างเหตุที่กองทัพเมืองลานช้างล่าไปแล้ว
 ถอยกองทัพกลับคืนมายังพระนครฯ

       
 แต่พระยาพุกามกับพระยาเสือหาญนายทัพหงสาวดีมาถึงช้าไปไม่ทันรบข้าศึก
 เกรงความผิดก็ยกติดตามกองทัพลานช้างต่อไป
 ไปเสียกลถูกล้อมต้องพ่ายแพ้หนีกลับมา  กลัวพระเจ้าหงสาวดีจะลงอาญา
 อ้อนวอนพระมหาธรรมราชาให้ช่วยทูลขอโทษ
 พระมหาธรรมราชเห็นเหมาะเพราะยังมิได้เป็นข้าศึกกับกรุงศรีอยุธยาโดยเปิดเผย
 ก็อ้างเหตุที่จะขอโทษพระยาทั้ง ๒ นั้นรีบออกไปยังเมืองหงสาวดี
 ไปทูลร้องทุกข์ที่ถูกสมเด็จพระมหินทรฯปองร้าย

         พระเจ้าหงสาวดีได้ทีที่จะตัดกำลังไทยก็ตั้งพระมหาธรรมราชาให้เป็น เจ้าฟ้าศรีสรรเพ็ชญ์ เจ้าประเทศราชครองเมืองเหนือทั้งปวงขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา  มิต้องอยู่ในบังคับบัญชาของสมเด็จพระมหินทรฯอีกต่อไป  ยศ
เจ้าฟ้าแรกมีขึ้นในประเพณีไทยเราในครั้งนั้น
 แรกใช้นำพระนามแต่พระเจ้าแผ่นดิน  ครั้นถึงรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ
 เลื่อนลงมาใช้นำพระนามพระราชกุมาร ที่พระมารดาเป็นเจ้าสืบมาจนบัดนี้

       
 ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเมื่อได้ทราบว่าพระมหาธรรมราชาออกไปเมืองหงสาวดี
 สมเด็จพระมหินทรฯก็คาดว่าคงไปยุยงให้เกิดเหตุร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง
 ขณะนั้นเผอิญประจวบเวลาสมเด็จพระมหาจักรพรรดิซึ่งทรงผนวชเสด็จกลับเข้ามา
ยังพระนคร  สมเด็จพระมหินทรฯก็เชิญเสด็จขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลกด้วยกัน
 ชะรอยจะอ้างว่าสงสารพระวิสุทธกษัตรีกับพระโอรสธิดาต้องอยู่เปล่าเปลี่ยว
 จะรับลงมาอยู่ในพระนครจนกว่าพระมหาธรรมราชาจะกลับ จึงจะส่งคืนขึ้นไป  

       
 แต่เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทราบว่าครอบครัวของพระมหาธรรมราชาถูกจับเป็นตัวจำนำ
 ก็ถือว่าสมเด็จพระมหินทรฯดูหมิ่น
 จึงสั่งให้พระมหาธรรมราชากลับเข้ามาเกณฑ์รี้พลพาหนะทางเมืองเหนือเตรียมไว้
 พอฤดูแล้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็ยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง
หนึ่ง  นับเป็นศึกหงสาวดีครั้งที่ ๓

ความรู้ 16:43

ภาคแรก
บ้านเมืองเกิดยุคเข็ญ

(๑)

         เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๐๘๙
สมเด็จพระไชยราชาธิราชซึ่งครองกรุงศรีอยุธยาสวรรคต
 มีพระราชบุตรพระองค์เดียว
 แต่พระแก้วฟ้าอันท้าวศรีสุดาจันทร์พระสนมเอกเป็นพระเจ้าจอมมารดา
 พระแก้วฟ้าได้รับรัชทายาท  แต่พระแก้วฟ้ายังทรงพระเยาว์พระชันษาได้เพียง
๑๑ ปี  ว่าราชการบ้านเมืองเองยังไม่ได้
 พระเฑียรราชา(สันนิษฐานว่าเป็นพระเจ้าน้องยาเธอต่างพระชนนีกับสมเด็จพระ
ชัยราชาธิราช)เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
 แต่การภายในพระราชวังตกอยู่ในอำนาจท้าวศรีสุดาจันทร์อันได้เป็นสมเด็จพระ
ชนนีพระพันปีหลวง  ท้าวศรีสุดาจันทร์เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและมีราคะจริตกล้า
 ปรารถนาเอาพระเทียรราชาไว้ในมือ  แต่ไม่สำเร็จได้ดังประสงค์
 ก็พยายามขัดขวางด้วยอำนาจที่มีในราชสำนัก
 มิให้พระเฑียรราชาว่าราชการได้สะดวก
 พระเฑียรราชามิรู้ที่จะทำอย่างไรก็ต้องทูลลาออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุเสีย
ให้พ้นภัย  แต่นั้นอำนาจในราชการบ้านเมืองก็ตกไปอยู่ในมือท้าวศรีสุดาจันทร์

         พอมีอำนาจเต็มที่แล้ว
ในไม่ช้าท้าวศรีสุดาจันทร์ก็เป็นชู้กับพันบุตรศรีเทพ
 ซึ่งนับเป็นญาติกันมาแต่ก่อน  ให้เลื่อนขึ้นเป็นขุนวรวงศาธิราช
 ด้วยอ้างเหตุที่เป็นพระญาติกับพระแก้วฟ้า
 และให้ช่วยว่าราชการบ้านเมืองมีอำนาจขึ้นโดยลำดับ
 เป็นชู้กันมาจนท้าวศรีสุดาจันทร์มีครรภ์ขึ้น
 ขุนวรวงศาธิราชเห็นว่าจะปกปิดความชั่วต่อไปไม่ได้แล้ว
 ก็ลอบปลงพระชนม์พระแก้วฟ้าเสีย
 ท้าวศรีสุดาจันทร์ก็ต้องจัดการเชิญขุนวรวงศาธิราชขึ้นครองราชสมบัติไปตาม
เลย  

         จึงมีข้าราชการพวก ๑
ซึ่งมีขุ้นพิเรนเทพเป็นตัวหัวหน้า
 พร้อมใจกันจับขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์และเด็กหญิงที่เป็นลูก
ฆ่าเสีย  แล้วเชิญพระเฑียรราชาขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ ปีวอก พ.ศ. ๒๐๙๑
 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ(๑)  
เมื่อพูนบำเหน็จข้าราชการที่ช่วยกันกำจัดพวกทรยศครั้งนั้น
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระราชดำริว่า
 ขุนพิเรนเทพผู้เป็นตัวหัวหน้ามีความชอบยิ่งกว่าผู้น
 และเป็นเชื้อเจ้าในราชวงศ์พระร่วงสุโขทัย
 จึงโปรดให้สถาปนาขุนพิเรนทรเทพขึ้นเป็นเจ้า  ทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชา
 พระราชทานพระวิสุทธิกษัตรีราชธิดาเป็นมเหสี
 แล้วให้ขึ้นไปครองหัวเมืองเหนือทั้ง ๖ อยู่ ณ เมืองพิษณุโลก

   
   
 พระมหาธรรมราชาขึ้นไปครองเมืองเหนืออยู่ยังไม่ทันถึงปีก็เกิดศึกหงสาวดีมา
ตีกรุงศรีอยุธยา  คือเมื่อครั้งเสียพระสุริโยทัยนั้น
 เวลากองทัพพม่ามอญเข้ามาตั้งประชิดพระนครศรีอยุธยา
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิตรัสสั่งให้พระมหาธรรมราชายกกองทัพหัวเมืองเหนือลง
มาตีโอบหลังข้าศึก
 พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้เกรงจะถูกตีกระหนาบก็รีบเลิกทัพหนีไป  

       
 ฝ่ายไทยได้ทีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิตรัสสั่งให้พระราเมศวรราชโอรสกับพระมหา
ธรรมราชาติดตามตีข้าศึก  แต่ไปเสียกลถูกข้าศึกล้อมจับได้ทั้ง ๒ พระองค์
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ต้องยอมเลิกรบ
 ไถ่พระราเมศวรกับพระมหาธรรมราชากลับมา  แต่นั้นมาก็ว่างศึกหงสาวดีมา ๑๔
ปี  ตั้งแต่ปีระกา พ.ศ. ๒๐๙๒  จนปีกุน พ.ศ. ๒๑๐๖

       
 พระโอรสธิดาของพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตรีสมภพในระหว่างเวลาที่
ว่างสงครามนั้นทั้ง ๓ พระองค์
 พระสุพรรณกัลยาณีพี่นางเห็นจะแก่กว่าสมเด็จพระนเรศวร ๓ ปี
 จึงทรงเจริญเป็นสาว  ได้เป็นพระชายาพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรพระชันษาได้ ๑๕ ปี
 พระน้องยาเอกาทศรถก็เห็นจะอ่อนกว่าสมเด็จพระนเรศวรไม่เกิน ๓ ปี
 จึงทรงเจริญวัยได้ช่วยพระเชษฐาธิรบพุ่งตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อรบพระยาจีนจัน
ตุ  ดังจะปรากฏต่อไปข้างหน้า

(๒)

     
   พอสมเด็จพระนเรศวรพระชันษาได้ ๘ ขวบ  ก็เกิดศึกหงสาวดีครั้งที่ ๒ คือ
คราวพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองขอช้างเผือก
 อันเป็นต้นเรื่องตอนสำคัญของประวัติสมเด็จพระนเรศวร
 ในพงศาวดารพม่าว่าเมื่อพระเจ้าหงสาวดีตะเบ็งชะเวตี้ล่าทัพไปจากเมืองไทย(๒)
 พอกิตติศัพท์เลื่องลือว่าแพ้ไทยไป  พวกมอญเห็นได้ช่องก็ชวนกันคิดร้าย
 เพราะพระเจ้าหงสาวดีเป็นพม่าเมืองตองอู มิใช่มอญ
 เป็นแต่มีอานุภาพปราบเมืองมอญไว้ได้ในอำนาจ  แล้วมาตั้งราชธานีอยู่ ณ
เมืองหงสาวดี
 พวกมอญที่เป็นขุนนางคบคิดกันล่อลวงพระเจ้าหงสาวดีให้ออกไปตามช้างเผือกที่
ในป่า  แล้วจับปลงพระชนม์เสีย

       
 พอพระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ถูกปลงพระชนม์
 เจ้าเมืองต่างๆก็พากันตั้งตัวเป็นอิสระ
 มิได้รวมกันเป็นประเทศใหญ่เหมือนอย่างแต่ก่อน
 พระเจ้าตะเบงชะเวตี้มีพระญาติองค์ ๑
ซึ่งเป็นคู่คิดช่วยทำศึกสงครามมาแต่แรก  จึงสถาปนาให้ทรงศักดิ์เป็น
“บุเรงนอง” ตรงกับว่า “พระเชษฐาธิราช”  เป็นแม่ทัพคนสำคัญของเมืองหงสาวดี
 ต่อมาเมื่อเกิดกบฏที่เมืองหงสาวดี  บุเรงนองหนีไป
 ได้ไปอาศัยอยู่ถิ่นเดิม ณ เมืองตองอู  คอยสังเกตเหตุการณ์
 เห็นพวกหัวเมืองมอญที่ตั้งเป็นเป็นอิสระเกิดชิงกันเป็นใหญ่จนถึงรบพุ่งกัน
เอง  บุเรงนองจึงคิดอ่านตั้งตัวก็สามารถรวบรวมรี้พลได้โดยสะดวก
 เพราะไพร่บ้านพลเมืองมอญกำลังเดือดร้อนที่เกิดรบพุ่งกันเอง
 และเคยนับถือว่าบุเรงนองเป็นแม่ทัพสำคัญมาแต่ก่อน(๓)

         บุเรงนองก็สามารถตีเมืองมอญได้ทั้งหมด
 แล้วทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าหงสาวดี เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๐๙๖
 ก่อนสมเด็จพระเนศวรเสด็จสมถพ ๒ ปี
 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจัดการปกครองเมืองมอญเรียบร้อยแล้ว
 ขึ้นไปตีเมืองพม่าเมืองไทยใหญ่ได้ทั้งหมด  แล้วมาตีเมืองเชียงใหม่
 พระเจ้าเมกุติเห็นจะสู้ไม่ไหวก็ยอมเป็นเมืองขึ้นพระเจ้าหงสาวดี
 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองพยายามสะสมกำลังอยู่กว่า ๑๐ ปี
 เพราะฉะนั้นเมืองไทยจึงได้ว่างศึกหงสาวดีอยู่ ๑๔ ปี  ดังกล่าวแล้ว

       
 แต่ในระหว่างนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ระแวงว่าจะมีศึกหงสาวดีมาอีก
 ทรงตระเตรียมป้องกันบ้านเมืองทั้งที่ในกรุงฯ
ปละทางหัวเมืองเหนือมิได้ประมาท
 แต่เมืองไทยมีกำลังไม่พอจะไปบุกรุกตีเมืองหงสาวดีก่อน
 จึงได้แต่เตรียมตัวคอยต่อสู้  

       
 พอพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแผ่อำนาจได้ดังว่ามาแล้ว
 ก็เริ่มคิดจะเอาเมืองไทย
 จึงใช้อุบายมีราชสาส์นมาขอช้างเผือกสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ๒ ช้าง
 การที่ขอช้างเผือกเป็นแต่จะหาเหตุ
 เพราะทุกประเทศทางตะวันออกนี้ถือกันว่า
 ช้างเผือกเป็นคู่บารมีของพระเจ้าแผ่นดินไม่เคยมีเยี่ยงอย่างที่พระเจ้า
แผ่นดินผู้เป็นอิสระจะยอมสละช้างเผือกให้แก่กัน
 ถ้าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิยอมให้ช้างเผือกก็เหมือนยอมอยู่ในอำนาจพระเจ้าหง
สาวดี  ถ้าไม่ยอมให้ช้างเผือกก็เหมือนกับท้าให้พระเจ้าหงสาวดีมาตีเมืองไทย
 

       
 ข้างฝ่ายไทยก็รู้เท่าว่าพระเจ้าหงสาวดีจะเอาเมืองไทยเป็นเมืองขึ้น
 และรู้ว่าเมืองหงสาวดีมีกำลังมากกว่าแต่ก่อน
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระราชดำริเห็นว่าถึงให้ช้างเผือกก็ไม่คุ้มภัยได้
 เป็นแต่จะเสียเกียรติยศเพิ่มขึ้น  จึงไม่ยอมให้ช้างเผือก
 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็ยกทัพมาตีเมืองไทย

       
 ศึกหงสาวดีครั้งที่ ๒ ซึ่งยกมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๖
พม่าได้เปรียบไทยกว่าครั้งก่อน
 ด้วยพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้อาณาเขตกว้างขวางมีกำลังรี้พลมากกว่าไทยมาก
 อีกอย่าง ๑ พม่ายกมาเมื่อครั้งพระเจ้าตะเบงชะเวตี้
 มีความลำบากด้วยต้องมาเที่ยวหาเสบียงอาหารสำหรับกองทัพ
 ครั้งนี้ได้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นส่งเสบียงลงมาทางเรือจนเพียงพอไม่
ขัดสน  อีกอย่าง ๑ ซึ่งเป็นข้อสำคัญอย่างยิ่งนั้น
 คือที่พระเจ้าบุเรงนองเคยเข้ามาในกองทัพพมใม่อก่อน
 ได้รู้เห็นทั้งภูมิลำเนาและกำลังของคนไทยที่รบพุ่ง
 เห็นตระหนักว่าจะยกตรงมาตีพระนครศรีอยุธยาทางด่านพระเจดีย์ ๓
องค์เหมือนอย่างครั้งก่อนจะเอาชัยชนะไม่ได้
 ครั้งนี้จึงเปลี่ยนกระบวนศึกยกกองทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา
(เดี๋ยวนี้เรียกว่าด่านแม่สอด)
หมายเอากำลังมากเข้าทุ่มเทตีหัวเมืองเหนือตัดกำลังที่จะช่วยราชธานีเสียก่อน
 แล้วจึงลงมาตีพระนครศรีอยุธยาจากทางเหนือ  

       
 แต่ฝ่ายทางข้างไทยไม่รู้ความคิดของพระเจ้าบุเรงนอง
 คาดว่ากองทัพหงสาวดีจะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์เหมือนครั้งก่อน
 ก็ตระเตรียมป้องกันพระนครเป็นสามารถ
 แต่ทางหัวเมืองเหนือตระเตรียมกำลังยังไม่พร้อมพรัก
 พระเจ้าหงสาวดียกเข้ามาถึงเมืองกำแพงเพชรก็ตีได้โดยง่าย

       
 กองทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาครั้งนั้นจัดเป็นทัพกษัตริย์ ๕ ทัพ
 ซึ่งอาจจะแยกไปรบ ณ ที่ต่างๆกันได้โดยลำพัง
 พระเจ้าหงสาวดีตั้งกองทัพหลวงอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร
 ให้กองทัพพระเจ้าอังวะกับกองทัพพระเจ้าตองอูไปตีเมืองพิษณุโลกทาง ๑
 ให้กองทัพพระมหาอุปราชากับกองทัพพระเจ้าแปรยกไปตีเมืองสุโขทัย
 เมืองสวรรคโลก เมืองพิชัยทาง ๑  

       
 เมืองสุโขทัยต่อสู้จนเสียเมือง
 เมืองสวรรคโลกเมืองพิชัยยอมอ่อนน้อมต่อข้าศึกโดยดี
 แต่พระมหาธรรมราชาตั้งทัพต่อสู้ ณ เมืองพิษณุโลกอย่างเข้มแข็ง
 ข้าศึกจะตีหักเอาเมืองไม่ได้  ก็ตั้งล้อมไว้จนในเมืองสิ้นเสบียงอาหาร
 และเผอิญเกิดโรคทรพิษขึ้นด้วย
 พระมหาธรรมราชาก็ต้องรับแพ้ยอมอ่อนน้อมต่อข้าศึก
 เมืองพิษณุโลกต่อสู้ข้าศึกครั้งนี้เป็นครั้งแรก
 ที่สมเด็จพระนเรศวรจะได้ทรงเห็นการสงคราม  เมื่อพระชันษาได้ ๘ ขวบ

………………………………………………………………………………………………………………………………….

หมายเหตุ  
- กรุณาสอบกับหนังสือเล่มอื่นด้วยนะครับ
- โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน  อย่าให้ประวัติศาสตร์เป็นเหตุให้มนุษย์เกลียดชังกัน

(๑)  เพิ่มเติมได้ที่ เหตุเกิดเมื่อศักราช ๙๐๗ พระเฑียรราชาได้ราชสมบัติ
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/01/K4014738/K4014738.html

(๒)  คือ ล่าทัพไปเมื่อครั้งสงครามคราวเสียพระสุริโยทัย

(๓)
 คล้ายกับในสมัยที่ผ่านมา  คือในแผ่นดินเกิดการรบพุ่งมาหลายครั้ง
 พวกราษฎรพลเมืองต่างๆก็หนีภัยสงครามหลั่งไหลสู่เมืองตองอู
 และได้เป็นกำลังให้พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ยกลงมารบได้เมืองหงสาวดี


ความรู้ 16:42

(คัดจากพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
อธิบายความเบื้องต้น

         สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จพระราชสมภพที่เมืองพิษณุโลก
เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๐๙๘
 พระองค์เป็นราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า
 พระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์สุโขทัยองค์แรกที่ครองกรุงศรีอยุธยา
 พระวิสุทธิกษัตรี ราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
อันเกิดด้วยพระสุริโยทัยเป็นพระชนนี
 เพราะฉะนั้นโดยพระชาติเป็นเชื้อกษัตริย์ทั้งราชวงศ์พระร่วงสุโขทัยและ
ราชวงศ์กรุงศรีอยุธยา  พระองค์มีพระพี่นางองค์ ๑ ทรงพระนามว่า
พระสุพรรณกัลยาณี  พระน้องยาองค์ ๑ ทรงพระนามว่า พระเอกาทศรถ
ซึ่งได้รับรัชทายาท  แต่หามีพระราชโอรสธิดาไม่  

       
 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรสมภพ ยศเจ้าฟ้ายังไม่มีในประเพณีกรุงศรีอยุธยา
 สมเด็จพระชนกก็ยังทรงพระยศเพียงเป็นเจ้าขัณฑสีมา
 แต่พระชนนีเป็นสมเด็จพระราชธิดา  พระองค์เป็นราชนัดดา
คงทรงพระยศเป็นพระองค์เจ้า  ฝรั่งจึงเรียกในจดหมายเหตุแต่งในสมัยนั้นว่า
The Black Prince  ตรงกับว่า “พระองค์ดำ”  และเรียกพระอนุชาเอกาทศรถว่า
The White Prince ตรงกับ “พระองค์ขาว” เป็นคู่กัน “พระองค์ขาว” เป็นคู่กัน
 คงแปลไปจากพระนามที่คนทั้งหลายเรียกสมเด็จพระนเรศวรเมื่อยังทรงพระเยาว์ว่า
“พระองค์ดำ”  อาจจะมีพระนามขนานอีกต่างหากแต่ไม่ปรากฏ  

       
 พระนามว่า “พระนเรศวร” นั้นต่อมาสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเสวยราชย์แล้ว
 จึงพระราชทานเมื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เวลาพระชันษาได้ ๑๕
ปี  เป็นพระนามสำหรับลูกหลวงเอกเช่นเดียวกับพระนามว่า พระราเมศวร
ซึ่งเคยมีมาแต่ก่อน
 แต่พระองค์อื่นเมื่อขึ้นเสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินมักเปลี่ยนไปใช้พระ
นามอื่นดังเช่น พระราเมศวร ราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราช(สามพระยา)
 เมื่อเสวยราชย์เปลี่ยนพระนามเป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  

       
 ถึงสมเด็จพระนเรศวรเมื่อเสวยราชย์ก็อาจมีพระนามอื่นถวายเมื่อราชาภิเษก
 แต่ยังใช้พระนามว่า “พระนเรศวร” หรือ “พระนเรศ”
ต่อมาในเวลาเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว
 ดังปรากฏในบานแพนกกฏหมายลักษณะกบฏศึกตอน ๑
 ซึ่งสมเด็จพระเอกาทศรถทรงตั้งเมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช ๙๕๕ (พ.ศ. ๒๑๓๖)
ออกพระนามสมเด็จพระนเรศวรว่า “สมเด็จบรมบาทบงกชลักษณ์ อัครบุริโสดม
บรมหน่อนรา เจ้าฟ้านเรศเชษฐาธิบดี” ดังนี้
(เหตุที่ใช้คำเจ้าฟ้าจะมีอธิบายในเรื่องต่อไปข้างหน้า)
 ถึงในพงศาวดารพม่ามอญก็เรียกพระนามแต่ว่า “พระนเรศ”
อย่างเดียวเหมือนเช่นไทยเราเรียกกันมา  

       
 คิดหาเหตุที่ไม่เปลี่ยนพระนามก็พอเห็นได้
 ด้วยสมเด็จพระนเรศวรทรงบำเพ็ญพระอภินิหารปรากฏพระเกียรติว่าเป็น
“วีรบุรุษ” มาตั้งแต่ยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระนเรศวร
 พระนามนั้นเลื่องลือระบือไปทั่วทุกประเทศ
 แล้วก็ไม่มีใครสามารถจะให้คนเรียกเป็นอย่างอื่นได้  

       
 ประเทศต่างๆ ย่อมมีวีรบุรุษเป็นพระเจ้าแผ่นดินในบางสมัย
 และย่อมจดจำอภินิหารของพระเจ้าแผ่นดินเช่นนั้นเชิดชูพระเกียรติไว้ใน
เรื่องพงศาวดารของประเทศ
 บางทีก็แต่งเป็นเรื่องราชประวัติเพิ่มขึ้นต่างหาก  มีอ่านกันอยู่มาก
 สังเกตในเรื่องประวัติของวีรมหาราชทั้งหลายดูมีเค้าคล้ายกันหมด
 คือบ้านเมืองต้องมียุคเข็ญจึงมีวีรมหาราชอย่าง ๑
 วีรมหาราชย่อมเป็นบุรุษพิเศษมีสติปัญญาและความกล้าหาญ
เด็ดเดี่ยวผิดกับผู้อื่นมาในอุปนิสัยอย่าง ๑
 และสามารถทำให้ผู้อื่นเชื่อถือไว้วางใจในพระปรีชาสามารถมั่นคงอย่าง ๑
 จึงสามารถบำเพ็ญอภินิหารกู้บ้านเมืองและแผ่ราชอาณาเขตจนเป็นพระราชาธิราช
ได้  สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงพระคุณสมบัติดังกล่าวมาบริบูรณ์ทุกอย่าง
 ดังจะพึงเห็นได้ในเรื่องพระประวัติต่อไปข้างหน้า  อันจะเขียนเป็น ๓ ภาค
 คือ เรื่องบ้านเมืองเกิดยุคเข็ญภาค ๑
 เรื่องสมเด็จพระนเรศวรทรงกู้บ้านเมืองเมื่อยังเป็นสมเด็จพระราชโอรสภาค ๑
 และเรื่องสมเด็จพระนเรศวรทรงแผ่พระราชอาณาเขตเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินภาค ๑