เมื่อฉันยังเล็กๆ พ่อเป็นเหมือนแสงไฟในตู้เย็น แต่ละบ้านมีพ่อ
แต่ไม่มีใครรู้จริงๆสักคนว่า พ่อแต่ละคนทำอะไรหลังจากปิดประตูออกไปจากบ้านแล้ว
พ่อของฉันออกจากบ้านทุกเช้าและกลับมาตอนเย็นทุกวันพ่อคนเดียวที่สามารถเปิดขวดแยมได้ ในขณะที่คนอื่นๆทำไม่สำเร็จ
พ่อคนเดียวที่สามารถลงไปห้องใต้ดินคนเดียวได้ โดยไม่ต้องให้ใครลงไปเป็นเพื่อน
มีบางครั้งที่พ่อโดนมีดโกนหนวดบาด แต่ก็ไม่ต้องมีใครคอยปลอบ
เวลาฝนตกพ่อเป็นคนที่ต้องออกไปเอารถ และขับมาจอดไว้ใกล้ๆประตูบ้านคอยรับเรา
เวลาใครไม่สบาย ก็พ่ออีกนั่นแหละที่ไปซื้อยามาให้
พ่อคอยวางกับดักหนู ตัดกิ่งกุหลาบไม่ให้มาทิ่มแทงเรา
เมื่อฉันได้รับจักรยานคันใหม่ พ่อก็คอยถีบไปข้างๆฉันหลายต่อหลายกิโลเมตร…
จนกว่าฉันจะสามารถขี่คนเดียวได้ฉันกลัวพ่อของคนอื่น แต่ไม่เคยกลัวพ่อของฉัน
วันหนึ่งฉันชงชาให้พ่อ แต่มันหวานเกินไป
พ่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ ค่อยๆจิบชา และบอกว่า “อร่อยจัง”เวลาที่ฉันเล่นตุ๊กตาแม่ ฉันมักเล่นอะไรต่ออะไรได้เยอะแยะ
แต่สำหรับตุ๊กตาพ่อ ฉันกลับไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
ฉันได้แต่เพียงพูดว่า“เอาละ พ่อไปทำงานนะ”
แล้วฉันก็โยนตุ๊กตาพ่อไว้ใต้เตียง………… ……..
เช้าวันหนึ่ง ตอนฉันอายุเก้าขวบ
พ่อไม่ตื่นไปทำงาน
เราพาพ่อไปโรงพยาบาล
…
พ่อสิ้นใจ…วันรุ่งขึ้น ฉันเข้าไปในห้องนอน
หาตุ๊กตาพ่อ ที่อยู่ใต้เตียง
ปัดฝุ่น และวางไว้บนเตียง…พ่อของฉันไม่เคยทำอะไรเลยหรือ …
ฉันไม่คาดคิดเลยว่าการจากไปของพ่อ
จะทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดได้มากขนาดนี้
และทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่รู้ว่าทำไม…———— ——— ——— ——— ——— ——— ——-
หญิงสาวคนหนึ่งสารภาพว่า
“พ่อของฉันตายมาแล้วหลายปี
แต่ฉันก็ยังเสียใจอยู่จนทุกวันนี้ ที่ไม่ได้บอกพ่อว่า…“พ่อ… หนูรักพ่อ”…
สุขภาพก็จะไม่สู้ดี”
หมอดูทำนายอนาคตให้ลูกค้าคนหนึ่ง
“หลังจากนั้น ผมจะสบาย มั่งมีศรีสุขใช่ไหม หมอ?”
“เปล่า
หลังจากนั้นคุณจะชินไปเอง”
ไม่ว่าความทุกข์จะมาในรูปไหน
คนเรามักมีความสามารถในการปรับตัวปรับใจให้คุ้นเคย
จนความทุกข์นั้นๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ที่ทนไม่ได้นั้น
ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะมีเวลาปรับตัวน้อยเกินไป
หรือว่ายังไม่ทันปรับตัวจนคุ้นเคย ก็คิดสั้นไปเสียก่อน
คนที่ประสบเหตุจนตาบอด หูหนวก แม้จะทุกข์เพียงใด
แต่เมื่อเวลาผ่านไป จิตใจก็กลับเป็นปกติ
บางครั้งกลับมีความสุขกว่าคนปกติธรรมดาด้วยซ้ำ
ส่วนคนที่ติดคุกติดตาราง ทีแรกก็อึดอัดระทมทุกข์
แต่ไม่ช้าไม่นานจะเริ่มรู้สึกว่าคุกนั้นเป็นเสมือนบ้าน
คนที่อกหักรักคุดก็เช่นกัน สักพักก็จะทำใจได้
ยิ้มร่าได้เหมือนก่อน
ความเคยชินทำให้เรามีภูมิต้านทานต่อความทุกข์หรือสิ่งไม่พึงปรารถนา
คนที่ไปทำงานในปั๊มน้ำมันหรือเล้าหมู ใหม่ๆ
จะรู้สึกเหม็นตลบอบอวล
แต่อยู่ไปนานๆ
จมูกกลับไม่ได้กลิ่นเหล่านั้นเลย
ความเคยชินนั้นสามารถแปรความทุกข์ให้กลายเป็นความไม่ทุกข์
เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา
นั่นเป็นข้อดีของความเคยชิน
แต่ข้อเสียก็มีอยู่ไม่น้อย
บ่อยครั้งความเคยชินก็ทำให้ปัญหาถูกบดบังและเรื้อรัง
จนแก้ได้ยาก หรือก่อผลเสียหายในที่สุด
คนที่เคยชินกับการนั่งหรือยืนผิดท่า
จะไม่รู้ตัวเลยว่ากระดูกและกล้ามเนื้อเสียรูปไปแค่ไหนแล้ว
นานเข้าๆ โครงสร้างของร่างกายก็จะเสีย
จนยากจะแก้ไข
แถมยังก่อความเจ็บปวดทรมาน
บางคนเดินตัวเอียง จนใครเห็นใครก็ทัก
แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกผิดปกติ
นั่นก็เพราะเคยชินกับการเดินอย่างนั้นมานานนับสิบปี
ยิ่งวันก็ยิ่งเอียงจนเหมือนหอเอียงปิซ่า
ถึงตอนนั้นก็สายเกินแก้แล้ว
เจ้านายที่เครียดเป็นกิจวัตร มักไม่ค่อยรู้ตัวว่าตนเองขี้หงุดหงิดแค่ไหน
เพราะนอกจากตัวเองจะทำเป็นนิสัยแล้ว
คนรอบข้างก็เคยชินด้านชา
จนไม่รู้สึกรู้สาไปเสียแล้ว ฟังดูก็เหมือนดี
แต่ที่จริงไม่ใช่เลย
เพราะนับวันท่านก็จะเครียดง่ายขึ้น ถี่ขึ้น จนโรคหัวใจถามหา
การทำหรืออยู่กับสิ่งที่เคยชินปีแล้วปีเล่า
จึงไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป
บางครั้งก็มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนไปสัมผัสกับสิ่งใหม่
หรือสภาพแวดล้อมอย่างใหม่ดูบ้าง
คนชอบเครียด ลองเปลี่ยนเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนเที่ยวดูบ้าง
อาจพบว่าตัวเองเอาจริงเอาจังมากเกินไป
ยิ่งอยู่กับเพื่อนที่สบายๆ ง่ายๆ มากเท่าไร
ก็ยิ่งเห็นความติดยึดหยุมหยิมขี้กังวลของตนมากเท่านั้น
แล้วจะตระหนักว่าควรรู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
สำหรับคนที่เป็นเจ้านาย การรับลูกน้องใหม่ๆ มาทำงาน
อาจช่วยให้ตนเห็นปัญหาในหน่วยงานของตนชัดขึ้น
เพราะคนที่เข้ามาทำงานใหม่นั้น
จะเห็นปัญหาที่สะสมในหน่วยงาน
ได้ชัดเจนกว่าคนที่อยู่นานจนเคยชินกับปัญหา
ของที่วางระเกะระกะในห้องนั้น
คนที่คุ้นเคยย่อมไม่รู้สึกเป็นปัญหา
เพราะเดินหลบจนคล่องแคล่ว แต่ถ้าให้คนใหม่เข้ามาในห้อง
ง่ายที่เขาจะเดินเตะหรือเดินสะดุด
การลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยดูบ้าง
จะช่วยให้เราเห็นข้อจำกัดของตัวเอง
นอกจากจะทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่รู้สึกอหังการ์ว่าข้าเก่งทุกเรื่องแล้ว
ยังช่วยให้เราพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ
ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและการทำงาน
แม้กระทั่งการเปลี่ยนเส้นทางไปที่ทำงาน จากเดิมที่ใช้ชั่วนาตาปี
ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความจำเจ
ยังอาจเปิดตาให้เราเห็นอะไรใหม่ๆ สองข้างทาง
แทนที่จะชินชากับเส้นทางเดิม
กบนั้นเก่งในการปรับตัว เอากบไปวางไว้ในหม้อที่ตั้งอยู่บนกองไฟ
มันจะปรับตัวให้ชินกับความร้อนที่เพิ่มขึ้นๆ
แต่พอถึงจุดหนึ่ง
มันจะทนไม่ไหวและตายไปในที่สุด
ในสถานการณ์อย่างนี้ ทางออกที่ดีที่สุดคือกระโดดออกจากหม้อขณะที่ยังมีเวลา
ตอนนี้เราเป็นเหมือนกบในหม้อที่ร้อนระอุหรือไม่
ถ้าใช่ น่าจะคิดได้แล้วว่าถึงเวลากระโดด
ออกจากหม้อหรือยัง
การทดลอง: รู้ได้อย่างไรว่าไข่เสีย
Experimentการทดลองนี้เกี่ยวกับไข่ (อีกแล้ว) ก็เพราะไข่เป็นอาหารหลักของหลาย ๆ คน มีหลายครั้งที่เราจะทอดไข่กินอร่อย ๆ แต่ปรากฏว่า พอตอกไข่ใส่ถ้วย ไข่เจ้ากรรมกลับส่งกลิ่นตุ ๆ หรือมันเสียแล้วนั่นเอง ในการทดลองนี้เราจะมาทดสอบความแตกต่างระหว่างไข่สด กับไข่เสีย
อุปกรณ์
1. โหลพลาสติกใส 1 ใบ
2. ไข่ไก่ 3 - 4 ฟองวิธีการทดลอง
1. นำโหลพลาสติกบรรจุน้ำประมาณครึ่งโหล
2. นำไข่ไก่ใส่ลงไปในโหลพลาสติกที่บรรจุน้ำ 1 ฟอง แต่ค่อย ๆ ใส่นะครับเพราะไข่อาจจะแตกได้ สังเกตผลการทดลองที่เกิดขึ้น ว่าไข่ลอยหรือจม จากนั้นให้หยิบไข่ออก
3. ทดลองนำไข่ไก่ฟองอื่น ๆ ใส่ลงไปบ้างทีละฟอง สังเกตผลการทดลองหลังจากที่เรา หย่อนไข่ลงไปในโหลที่บรรจุน้ำ จะพบว่าไข่บางฟองจะจม ไข่บางฟองจะลอย หรืออาจจะจมทั้งหมด ซึ่งการจมการลอยของไข่นั้นสามารถบอกได้ว่าไข่ใบไหนเป็นไข่สด หรือไข่ใบไหนเป็นไข่ที่เสียแล้ว โดยไข่สดจะจมลง ส่วนไข่เสียจะลอย เนื่องจาก เมื่อไข่ไก่เริ่มเน่าเสียจะเกิดก๊าซขึ้นภายในไข่ ก๊าซที่เกิดขึ้นมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ ทำให้ไข่ลอย ส่วนไข่สดมีความหนาแน่นที่มากกว่าน้ำ ไข่จึงจม โดยปกติแล้ววัตถุต่าง ๆ ที่ลอยในน้ำได้ จะต้องมีความหนาแน่นที่น้อยกว่าน้ำเสมอ แต่น้อง ๆ สามารถทำให้ไข่สดลอยน้ำได้โดยการเติมเกลือลงไปในน้ำ ซึ่งพี่บอลลูนได้เขียนไว้ในการทดลองตอน ไข่ลอย ไข่จม โดยเกลือจะทำให้น้ำมีความหนาแน่นมากกว่าไข่สด ไข่จึงลอย
เมื่อเราเดินผ่านแม่น้ำลำคลองที่เน่าเสีย ก็มักจะได้กลิ่นเหม็น คล้ายกับกลิ่นของไข่เน่า ซึ่งกลิ่นนี้เป็นกลิ่นของก๊าซชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ก๊าซชนิดนี้จะเกิดขึ้นจากการหมักหมม และการเน่าสลายของอินทรีย์สารก้นบ่อ ในภาวะที่ไม่มีออกซิเจน
