ความคิด28 November, 2006 14:37



เมื่อฉันยังเล็กๆ พ่อเป็นเหมือนแสงไฟในตู้เย็น แต่ละบ้านมีพ่อ
แต่ไม่มีใครรู้จริงๆสักคนว่า พ่อแต่ละคนทำอะไรหลังจากปิดประตูออกไปจากบ้านแล้ว
 
พ่อของฉันออกจากบ้านทุกเช้าและกลับมาตอนเย็นทุกวัน

พ่อคนเดียวที่สามารถเปิดขวดแยมได้ ในขณะที่คนอื่นๆทำไม่สำเร็จ

พ่อคนเดียวที่สามารถลงไปห้องใต้ดินคนเดียวได้ โดยไม่ต้องให้ใครลงไปเป็นเพื่อน

มีบางครั้งที่พ่อโดนมีดโกนหนวดบาด แต่ก็ไม่ต้องมีใครคอยปลอบ

เวลาฝนตกพ่อเป็นคนที่ต้องออกไปเอารถ และขับมาจอดไว้ใกล้ๆประตูบ้านคอยรับเรา

เวลาใครไม่สบาย ก็พ่ออีกนั่นแหละที่ไปซื้อยามาให้

พ่อคอยวางกับดักหนู ตัดกิ่งกุหลาบไม่ให้มาทิ่มแทงเรา

เมื่อฉันได้รับจักรยานคันใหม่ พ่อก็คอยถีบไปข้างๆฉันหลายต่อหลายกิโลเมตร…
จนกว่าฉันจะสามารถขี่คนเดียวได้

ฉันกลัวพ่อของคนอื่น แต่ไม่เคยกลัวพ่อของฉัน

วันหนึ่งฉันชงชาให้พ่อ แต่มันหวานเกินไป
พ่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ ค่อยๆจิบชา และบอกว่า “อร่อยจัง”

เวลาที่ฉันเล่นตุ๊กตาแม่ ฉันมักเล่นอะไรต่ออะไรได้เยอะแยะ

แต่สำหรับตุ๊กตาพ่อ ฉันกลับไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
ฉันได้แต่เพียงพูดว่า

“เอาละ พ่อไปทำงานนะ”
แล้วฉันก็โยนตุ๊กตาพ่อไว้ใต้เตียง

………… ……..

เช้าวันหนึ่ง ตอนฉันอายุเก้าขวบ
พ่อไม่ตื่นไปทำงาน
เราพาพ่อไปโรงพยาบาล

พ่อสิ้นใจ…

วันรุ่งขึ้น ฉันเข้าไปในห้องนอน
หาตุ๊กตาพ่อ ที่อยู่ใต้เตียง
ปัดฝุ่น และวางไว้บนเตียง…

พ่อของฉันไม่เคยทำอะไรเลยหรือ …
ฉันไม่คาดคิดเลยว่าการจากไปของพ่อ
จะทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดได้มากขนาดนี้
และทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่รู้ว่าทำไม…

———— ——— ——— ——— ——— ——— ——-

หญิงสาวคนหนึ่งสารภาพว่า
“พ่อของฉันตายมาแล้วหลายปี
แต่ฉันก็ยังเสียใจอยู่จนทุกวันนี้ ที่ไม่ได้บอกพ่อว่า…

“พ่อ… หนูรักพ่อ”…

ความคิด 13:08
คุณจะลำบากไป ๑๐ ปี การเงินจะชักหน้าไม่ถึงหลัง
สุขภาพก็จะไม่สู้ดี


หมอดูทำนายอนาคตให้ลูกค้าคนหนึ่ง
หลังจากนั้น ผมจะสบาย มั่งมีศรีสุขใช่ไหม หมอ?”


เปล่า
หลังจากนั้นคุณจะชินไปเอง

ไม่ว่าความทุกข์จะมาในรูปไหน
คนเรามักมีความสามารถในการปรับตัวปรับใจให้คุ้นเคย
จนความทุกข์นั้นๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ที่ทนไม่ได้นั้น
ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะมีเวลาปรับตัวน้อยเกินไป

หรือว่ายังไม่ทันปรับตัวจนคุ้นเคย ก็คิดสั้นไปเสียก่อน

คนที่ประสบเหตุจนตาบอด หูหนวก แม้จะทุกข์เพียงใด

แต่เมื่อเวลาผ่านไป จิตใจก็กลับเป็นปกติ

บางครั้งกลับมีความสุขกว่าคนปกติธรรมดาด้วยซ้ำ
ส่วนคนที่ติดคุกติดตาราง ทีแรกก็อึดอัดระทมทุกข์

แต่ไม่ช้าไม่นานจะเริ่มรู้สึกว่าคุกนั้นเป็นเสมือนบ้าน
คนที่อกหักรักคุดก็เช่นกัน สักพักก็จะทำใจได้
ยิ้มร่าได้เหมือนก่อน

ความเคยชินทำให้เรามีภูมิต้านทานต่อความทุกข์หรือสิ่งไม่พึงปรารถนา

คนที่ไปทำงานในปั๊มน้ำมันหรือเล้าหมู ใหม่ๆ
จะรู้สึกเหม็นตลบอบอวล

แต่อยู่ไปนานๆ
จมูกกลับไม่ได้กลิ่นเหล่านั้นเลย

ความเคยชินนั้นสามารถแปรความทุกข์ให้กลายเป็นความไม่ทุกข์
เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา
นั่นเป็นข้อดีของความเคยชิน

แต่ข้อเสียก็มีอยู่ไม่น้อย
บ่อยครั้งความเคยชินก็ทำให้ปัญหาถูกบดบังและเรื้อรัง

จนแก้ได้ยาก หรือก่อผลเสียหายในที่สุด

คนที่เคยชินกับการนั่งหรือยืนผิดท่า
จะไม่รู้ตัวเลยว่ากระดูกและกล้ามเนื้อเสียรูปไปแค่ไหนแล้ว

นานเข้าๆ โครงสร้างของร่างกายก็จะเสีย
จนยากจะแก้ไข

แถมยังก่อความเจ็บปวดทรมาน

บางคนเดินตัวเอียง จนใครเห็นใครก็ทัก
แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกผิดปกติ

นั่นก็เพราะเคยชินกับการเดินอย่างนั้นมานานนับสิบปี
ยิ่งวันก็ยิ่งเอียงจนเหมือนหอเอียงปิซ่า
ถึงตอนนั้นก็สายเกินแก้แล้ว

เจ้านายที่เครียดเป็นกิจวัตร มักไม่ค่อยรู้ตัวว่าตนเองขี้หงุดหงิดแค่ไหน

เพราะนอกจากตัวเองจะทำเป็นนิสัยแล้ว
คนรอบข้างก็เคยชินด้านชา

จนไม่รู้สึกรู้สาไปเสียแล้ว ฟังดูก็เหมือนดี
แต่ที่จริงไม่ใช่เลย

เพราะนับวันท่านก็จะเครียดง่ายขึ้น ถี่ขึ้น จนโรคหัวใจถามหา

การทำหรืออยู่กับสิ่งที่เคยชินปีแล้วปีเล่า
จึงไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป

บางครั้งก็มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนไปสัมผัสกับสิ่งใหม่
หรือสภาพแวดล้อมอย่างใหม่ดูบ้าง

คนชอบเครียด ลองเปลี่ยนเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนเที่ยวดูบ้าง

อาจพบว่าตัวเองเอาจริงเอาจังมากเกินไป

ยิ่งอยู่กับเพื่อนที่สบายๆ ง่ายๆ มากเท่าไร

ก็ยิ่งเห็นความติดยึดหยุมหยิมขี้กังวลของตนมากเท่านั้น
แล้วจะตระหนักว่าควรรู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
สำหรับคนที่เป็นเจ้านาย การรับลูกน้องใหม่ๆ มาทำงาน

อาจช่วยให้ตนเห็นปัญหาในหน่วยงานของตนชัดขึ้น
เพราะคนที่เข้ามาทำงานใหม่นั้น
จะเห็นปัญหาที่สะสมในหน่วยงาน

ได้ชัดเจนกว่าคนที่อยู่นานจนเคยชินกับปัญหา
ของที่วางระเกะระกะในห้องนั้น
คนที่คุ้นเคยย่อมไม่รู้สึกเป็นปัญหา

เพราะเดินหลบจนคล่องแคล่ว แต่ถ้าให้คนใหม่เข้ามาในห้อง
ง่ายที่เขาจะเดินเตะหรือเดินสะดุด

การลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยดูบ้าง
จะช่วยให้เราเห็นข้อจำกัดของตัวเอง

นอกจากจะทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่รู้สึกอหังการ์ว่าข้าเก่งทุกเรื่องแล้ว

ยังช่วยให้เราพัฒนาศักยภาพใหม่ๆ
ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและการทำงาน

แม้กระทั่งการเปลี่ยนเส้นทางไปที่ทำงาน จากเดิมที่ใช้ชั่วนาตาปี

ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความจำเจ
ยังอาจเปิดตาให้เราเห็นอะไรใหม่ๆ สองข้างทาง

แทนที่จะชินชากับเส้นทางเดิม

กบนั้นเก่งในการปรับตัว เอากบไปวางไว้ในหม้อที่ตั้งอยู่บนกองไฟ

มันจะปรับตัวให้ชินกับความร้อนที่เพิ่มขึ้นๆ

แต่พอถึงจุดหนึ่ง
มันจะทนไม่ไหวและตายไปในที่สุด

ในสถานการณ์อย่างนี้ ทางออกที่ดีที่สุดคือกระโดดออกจากหม้อขณะที่ยังมีเวลา

ตอนนี้เราเป็นเหมือนกบในหม้อที่ร้อนระอุหรือไม่
ถ้าใช่ น่าจะคิดได้แล้วว่าถึงเวลากระโดด
ออกจากหม้อหรือยัง

 
ความรู้ 13:01

การทดลอง: รู้ได้อย่างไรว่าไข่เสีย

Experimentการทดลองนี้เกี่ยวกับไข่ (อีกแล้ว) ก็เพราะไข่เป็นอาหารหลักของหลาย ๆ คน มีหลายครั้งที่เราจะทอดไข่กินอร่อย ๆ แต่ปรากฏว่า พอตอกไข่ใส่ถ้วย ไข่เจ้ากรรมกลับส่งกลิ่นตุ ๆ หรือมันเสียแล้วนั่นเอง ในการทดลองนี้เราจะมาทดสอบความแตกต่างระหว่างไข่สด กับไข่เสีย

อุปกรณ์
1. โหลพลาสติกใส 1 ใบ
2. ไข่ไก่ 3 - 4 ฟอง

วิธีการทดลอง
1. นำโหลพลาสติกบรรจุน้ำประมาณครึ่งโหล
2. นำไข่ไก่ใส่ลงไปในโหลพลาสติกที่บรรจุน้ำ 1 ฟอง แต่ค่อย ๆ ใส่นะครับเพราะไข่อาจจะแตกได้ สังเกตผลการทดลองที่เกิดขึ้น ว่าไข่ลอยหรือจม จากนั้นให้หยิบไข่ออก
3. ทดลองนำไข่ไก่ฟองอื่น ๆ ใส่ลงไปบ้างทีละฟอง สังเกตผลการทดลอง

หลังจากที่เรา หย่อนไข่ลงไปในโหลที่บรรจุน้ำ จะพบว่าไข่บางฟองจะจม ไข่บางฟองจะลอย หรืออาจจะจมทั้งหมด ซึ่งการจมการลอยของไข่นั้นสามารถบอกได้ว่าไข่ใบไหนเป็นไข่สด หรือไข่ใบไหนเป็นไข่ที่เสียแล้ว โดยไข่สดจะจมลง ส่วนไข่เสียจะลอย เนื่องจาก เมื่อไข่ไก่เริ่มเน่าเสียจะเกิดก๊าซขึ้นภายในไข่ ก๊าซที่เกิดขึ้นมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ ทำให้ไข่ลอย ส่วนไข่สดมีความหนาแน่นที่มากกว่าน้ำ ไข่จึงจม โดยปกติแล้ววัตถุต่าง ๆ ที่ลอยในน้ำได้ จะต้องมีความหนาแน่นที่น้อยกว่าน้ำเสมอ แต่น้อง ๆ สามารถทำให้ไข่สดลอยน้ำได้โดยการเติมเกลือลงไปในน้ำ ซึ่งพี่บอลลูนได้เขียนไว้ในการทดลองตอน ไข่ลอย ไข่จม โดยเกลือจะทำให้น้ำมีความหนาแน่นมากกว่าไข่สด ไข่จึงลอย
เมื่อเราเดินผ่านแม่น้ำลำคลองที่เน่าเสีย ก็มักจะได้กลิ่นเหม็น คล้ายกับกลิ่นของไข่เน่า ซึ่งกลิ่นนี้เป็นกลิ่นของก๊าซชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ก๊าซชนิดนี้จะเกิดขึ้นจากการหมักหมม และการเน่าสลายของอินทรีย์สารก้นบ่อ ในภาวะที่ไม่มีออกซิเจน

ความรู้13 November, 2006 15:47

 

     น้องคูน
เป็น Mascot หรือสัญลักษณ์ตุ๊กตางานมหกรรมพืชสวนโลก
นำทีมตุ๊กตาราชพฤกษ์ออกทัวร์ทั่วไทย
เชิญชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก 
ซึ่งเป็นศูนย์รวมจัดแสดงพืชพรรณไม้ดอกไม้ประดับเขตร้อนกว่า 2,200 ชนิด กว่า
2 ล้าน 5 แสนต้น สู่สายตานานาประเทศทั่วโลก

ผมชื่อ  “น้องคูน”
ส่วนชื่อจริงนั้นเรียกว่า “ราชพฤกษ์”
ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชาติไทย
ผมขอรับอาสาเป็นหัวหน้าทีมพาเพื่อนๆเที่ยวงาน “ราชพฤกษ์ 2549″
อันที่จริงเห็นผมตัวแค่นี้ แต่ผมเป็นคนที่รักการผจญภัย
และรักธรรมชาติมาก แถมยังชอบความผาดโผน และใฝ่หาความรู้อย่างสม่ำเสมอ
ด้วยความที่ชอบคิดอะไรใหม่ๆ
ผมจึงชอบคิดหาวิธีเล่นแผลงๆให้กับเพื่อนๆอยู่เสมอ

น้องกุหลาบ
ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สื่อแทน “ดอกกุหลาบควีนสิริกิติ์”
ดอกกุหลาบลูกผสมระหว่าง Colour Wonder และ Golden Giant
เป็นกุหลาบประเภทดอกใหญ่ (Hybrid Tea) มีลำต้นแข็งแรง
ตัวกลีบดอกสีเหลืองขอบสีแดงระเรื่อ ลักษณะซ้อนกันหลายชั้น
และมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ “กุหลาบ”
เป็นสาวสวยสาวสวยประจำกลุ่มที่มีความอ่อนหวาน เฉลียวฉลาด
อ่อนน้อมถ่อมตน ใจเย็นและรอบคอบ
เป็นหญิงสาวสมัยใหม่ทันสมัยแต่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติของกุลสตรีไทยที่ชอบทำกับข้าวและเย็บปักถักร้อย

นารี ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สื่อแทน
ดอกกล้วยไม้รองเท้านารี
เป็นเจ้าหญิงน้อยจอมซนซึ่งอาศัยอยู่ข้างบ้านของ”กุหลาบ” ความที่
“นารี”
มีบุคลิกที่ค่อนข้างซุกซนจึงมักจะก่อเรื่องวุ่นวายให้กับคนรอบข้าง
แต่ด้วยความเฉลียวฉลาด หรือบางทีเป็นการฉลาดแกมโกง “นารี”
จึงมีเรื่องตลกมาให้เพื่อนๆ พี่ ๆ
ได้หัวเราะกันเสมอ

บัว ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สื่อแทน
ดอกบัว “ราชินีแห่งไม้น้ำ”
สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่อง และคุณงามความดีในพุทธศาสนา “บัว”
จึงมีบุคลิกของสาวสวยที่คงรักษาขนบธรรมเนียม
ประเพณีไทยไว้อย่างเคร่งครัดทุกกระเบียดนิ้ว การที่ “บัว”
เติบโตอยู่ในตระกูลผู้ดีเก่าจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำอาหาร- ขนม
การร้อยมาลัย และการแกะสลักผักผลไม้ ฯลฯ มาจากในวัง “บัว”
เป็นหญิงไทยเต็มร้อย จึงมีนิสัยอ่อนแอ ชอบร้องไห้ ขี้หวาดกลัว
ในกลุ่มเพื่อนบัวจะสนิทกับกุหลาบ
เพราะเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก
ดังนั้นทั้งคู่มักจะอยู่ด้วยกันเสมอ

ก้านยาว
ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สื่อแทน “ทุเรียน”
ผลไม้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นราชาของผลไม้ “ก้านยาว”
เป็นหนุ่มเมืองจันท์ มีร่างกายที่อ้วนท้วนสมบูรณ์
และด้วยความที่เป็นหนุ่มอารมณ์ดี ขี้เล่น มองโลกในแง่ของความเป็นจริง
และเป็นตัวตลกประจำกลุ่มที่สร้างรอยยิ้มให้เพื่อนๆ ได้เสมอ
จึงเป็นที่รักของทุกคนที่ได้พูดคุยด้วย
นอกจากนี้ก้านยาวยังเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ
รักการเรียนรู้ทางการเกษตรและพันธุ์พืชเขาจึงชอบเข้าไปคุยกับตาทุ่งซึ่งทำให้เขามีความรู้ด้านการเกษตรมากขึ้นอีกด้วย

มังคุด
ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สื่อแทน “มังคุด”
ราชินีของผลไม้ เป็นผลไม้เมืองร้อนที่มีรสชาติหวานอร่อย
เนื้อในมีสีขาวสะอาด “มังคุด” เป็นขวัญใจของหนุ่มก้านยาว
เป็นสาวไฮโซที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง ชอบความหรูหรา รสนิยมทันสมัย
และหลงตัวเอง ชอบการแสดงออกทั้งการร้องเพลง
รวมไปถึงการถ่ายแบบและมีวิธีการพูดจาเป็นภาษาสมัยใหม่ประเภทไทยคำฝรั่งคำ

ฝักบัว
ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สื่อแทน “ฝักบัวรดน้ำ” เป็นหนุ่มน้อยผู้คอยดูแลสวน
รักการปลูกต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ ในแต่ละวันจะคอยรดน้ำ
พรวนดินและคอยดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ ดอกไม้ทั้งหลายให้เติบโตและเบ่งบาน
เวลาเพื่อนๆทะเลาะกัน ฝักบัวจะเป็นคนคอยห้ามเสมอๆ
จึงเป็นที่รักของผองเพื่อน

จ้อน
ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สื่อแทน “ผักกาด”
ที่มีต้นกำเนิดอยูในทวีปเอเชีย “จ้อน”
เป็นเด็กน้อยจากยอดดอยผู้รักการผจญภัย และใฝ่ฝันจะเดินทางรอบโลก
เพื่อให้จอผักกาดได้เป็นอาหารระดับโลก “จ้อน”
มีนิสัยขี้หงุดหงิดและชอบโวยวาย ชอบทำตัวเปิ่นๆ เชยๆ
พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง ชอบคิดว่าตัวเองเท่ห์และเก่งกล้า
แต่เวลาพอเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา จ้อนก็มักจะหลบหนีไปก่อนอยู่เรื่อย
“จ้อน” มีปฏิญาณว่าจะต้องแกล้งนารีให้ได้สักครั้ง
แต่ทว่าจ้อนก็ต้องแพ้ภัยตัวเองอยู่เสมอ

และสุดท้าย “ตาทุ่ง” คุณตาใจดี
ที่ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์สื่อแทน “หุ่นไล่กา” ซึ่งเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของชาวนา
ทำหน้าที่ยืนตากแดด ตากลม สู้ฝน
เพื่อไล่ฝูงนกกาไม่ให้ลงมาทำลายแปลงนาข้าว “ตาทุ่ง”
มักจะมีเรื่องราวมากมายมาเล่าให้หลาน ๆ ฟังจึงเป็นที่รักของเด็กๆ
เพราะนอกจากนิทานสนุกๆ แล้ว
ตาทุ่งยังเป็นแหล่งความรู้และที่ปรึกษาชั้นเยี่ยมอีกด้วย โดยเฉพาะกับ
“ก้านยาว” หนุ่มเมืองจันท์ที่มักจะแวะเวียนมาหาตาทุ่ง
เพื่อขอความรู้ในด้านทำการเกษตร
และเรื่องของความรักซึ่งตาทุ่งไม่เคยทำให้ก้านยาวผิดหวัง

Uncategorized 11:10

ชุดคำถามที่ 1 หมวด เคล็ดลับแม่บ้าน

1.ไข่ขาวสามารถใช้รักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง โดยใช้ไข่ขาว มาทาที่น้ำร้อนลวกให้ทั่วทิ้งไว้จนแห้ง ไปเอง แล้วรอสักพักใหญ่ๆ จึงล้างออกจะไม่มีรอยแดง หรือพองเลย ข้อสำคัญ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้ถูกน้ำเย็นหรือของอื่นเลย และอย่าไปแกะ หรือเกาตอนที่ใกล้จะแห้ง เพราะจะทำให้หนังถลอก

2.ยาหม่องสามารถใช้ขจัดหมากฝรั่งเปื้อนผ้าได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง โดยการใช้ยาหม่องถูตรงยางเหนียวๆ ของหมากฝรั่งไปมา ไม่นานยางของหมากฝรั่งก็จะหลุดออกหมด แล้วจึงนำผ้าไปซักตามปกติ

3.ใส่หลอดในขวดซอสมะเขือเทศจะทำให้เทออกง่าย จริงหรือ

เฉลย

จริง โดยการใส่หลอดลงไปให้ลึกถึงก้นขวด เพื่อให้อากาศสามารถแทรกผ่าน เข้าไปในขวดได้ แล้วเทซอสมะเขือเทศ ก็จะไหลออกมาง่ายขึ้น

4.ถุงน่องแช่น้ำเกลือช่วยให้ถุงน่องไม่ขาดง่าย จริงหรือ

เฉลย

จริง โดยการนำเกลือ 2 ถ้วยผสมกับน้ำ 1 แกลอน แช่ถุงน่องใหม่ไว้นาน 3 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ยกถุงน่องขึ้น มาตากให้น้ำหยดจนแห้ง ก็จะทำให้ถุงน่องคงสภาพ และเหนียวทนนาน

5.มันฝรั่งกำจัดกลิ่นปลาร้าติดมือได้ จริงหรือ

เฉลย

ไม่จริง แต่มันฝรั่งสามารถกำจัดกลิ่นหัวหอมติดมือได้ โดยการนำมันฝรั่งที่ปอกแล้ว มาถูมือที่มีกลิ่นหัวหอมติดอยู่ กลิ่นหัวหอมก็จะค่อยๆ จางหายไป

6.พริกแห้งใช้ไล่แมลงวันได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เวลาตากของแห้งไว้ จะมีแมลงวันมาตอม ให้เอาพริกแห้ง 5 - 6 เม็ด เสียบไว้รอบกระด้ง ไอร้อนของพริก จะทำให้แมลงวันไม่กล้าเข้าใกล้

7.เบียร์ช่วยคลายเกลียวขึ้นสนิมได้

เฉลย

จริง ให้รินเบียร์ลงไปบนเกลียวขึ้นสนิมนิดหน่อย รอ 2-3 นาที ความเป็นกรดของเบียร์ จะช่วยขจัดสิ่งสกปรก และเศษสนิม ทำให้เกลียวหมุนเปิดได้ง่ายขึ้น

8.เอาผ้าไหมแช่ช่องแข็งจะทำให้รีดง่าย จริงหรือ

เฉลย

จริง การรีดผ้าไหม ควรใช้ไฟอ่อนๆ เพราะผ้าไหมจะไหม้เกลียม หรือเป็นสีเหลืองได้ง่าย แต่ถ้าผ้าไหมยับมาก ก่อนรีดควรฉีดพรมน้ำยาให้ทั่ว แล้วพับใส่ถุงพลาสติก นำไปแช่ในช่องแข็งของตู้เย็น ประมาณ 10 -15 นาที แล้วจึงนำออกมารีด จะทำให้รีดผ้าไหมได้ง่าย และเรียบยิ่งขึ้น

9.นำเหรียญสลึงใส่แจกันช่วยให้ดอกไม้ไม่เหี่ยวเฉาได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง โดยให้หย่อนเหรียญสลึงลงไปในแจกัน ส่วนผสมที่เป็นทองแดงในเหรียญ จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ดอกไม้เหี่ยวเฉา

10.ใบฝรั่งช่วยดูดกลิ่นได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง โดยให้นำใบฝรั่งมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แยกกากใบออก น้ำมันหอมระเหยที่ได้ จะทำหน้าที่ดับกลิ่น ส่วนกากใบที่ได้ให้นำไปวางไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อช่วยดูดกลิ่นได้

ชุดคำถามที่ 2 หมวดกินเพื่อสุขภาพ

1.กินน้ำมะนาวปั่นสามารถแก้อาการเมาค้างได้ จริงหรือ

เฉลย

ไม่จริง แต่แก้อาการเมาค้างได้โดยการดื่มน้ำกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง เพราะกล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป ในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา ทำให้อาการเมาหายไปได้

2.เมื่อเป็นไข้ไม่ควรกินฝรั่ง จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะในฝรั่งมีแร่โพแทสเซียมสูง เมื่อเวลาเป็นไข้ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น การกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะส่งผลให้เกิดอาการชักได้

3.มันฝรั่งช่วยลดความดันโลหิตให้ต่ำลงได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะในมันฝรั่งมีสารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ชื่อว่า คูคัวไมน์ส มีสรรพคุณในการควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำลง และมันยังรักษาโรคที่ลึกลับที่เรียกว่า โรคนอนหลับ ได้อีกด้วย

4.ดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ จริงหรือ

เฉลย

ไม่จริง แต่การดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น เพราะนมร้อนจะส่งเสริมให้สมองหลั่งสาร

5.การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชายได้ จริงหรือ

เฉลย

ไม่จริง แต่การเคี่ยวหมากฝรั่งช่วยให้คนไข้ผ่าตัดลำไส้ใหญ่หายเร็วขึ้น เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งหลังการผ่าตัด เป็นการบริหารให้ลำไส้กลับมาทำงานตามปกติได้เร็วขึ้น คนไข้จะไม่เกิดอาการลำไส้อืด ซึ่งทำให้ปวดท้อง และท้องอืด หลังจากที่ต้องหยุดทำงานไปพักหนึ่ง

6.การกินเนยก่อนนอนทำให้นอนหลับสนิทขึ้น จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะในเนยมี กรดอมิโน ที่มีชื่อว่า ทริปโตพัน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และสะกดให้หลับได้สนิทดีขึ้น

7.กินส้มช่วยแก้อาการเซ็งได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง การรับประทานส้มโดยปอกเปลือกเองจะมีกลิ่นส้มที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และวิตามินซีที่ร่างกายได้รับในจำนวนที่เพียงพอ ช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คลายความเครียดลงได้ดีออกมาด้วย

8.การกินช็อคโกแล๊ตช่วยแก้ไอได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะ โกโก้ที่ใช้ทำช็อคโกแล๊ตมีสารที่ชื่อว่า ธีโอโบรไมน์ จะไปออกฤทธิ์ที่เส้นประสาทชื่อ เวกัสเนอร์ฟ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการไอ ทำให้สามารถหยุดอาการไอเรื้อรังอย่างได้ผล

9.การกินบ๊วยช่วยเพิ่มกำลังได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะ การที่คนเรามีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย เพราะกรดในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถปรับดุลความเป็นด่างได้ทัน แต่บ๊วยมีความเป็นด่าง Ph 7.35 ใกล้เคียงกับเลือดคนเรา จึงช่วยถ่วงดุลความเป็นด่างได้ และยังมีโปรตีน เกลือแร่ และสารอาหารจำเป็นอยู่มากอีกด้วย

10.การกินอาหารมื้อเช้าช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะ เลือดตอนเช้าจะแข็งตัวง่ายกว่าปกติ จึงมีโอกาสที่หลอดเลือดอุดตันมากขึ้น สารอาหาร ไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง สมองจึงค่อยๆ เสื่อม

ชุดคำถามที่ 3 หมวดรู้ไว้ใช่ว่า

1.การแลบลิ้นให้น้ำลายยืดลงพื้น 3 หยดจะแก้เผ็ดได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง อาการเผ็ดเกิดจากสารที่ชื่อ แคปไซซิน ที่อยู่ในพริกเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรถที่ลิ้น ร่างกายจะก็จะแสดงปฎิกริยาโดบขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไป

2.ดูดนมยางของเด็กทารกตอนนอนจะแก้อาการนอนกรนได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง การคาบหรืออมนายางของเด็กทารกไว้ในปากจะทำให้ลิ้นในปากอยู่นิ่ง ก็จะพลอยให้เนื้อเยื่อของเพดานไม่กระเทือนสั่นไหวขึ้นจึงไม่เกิดอาการกรน และไม่นอนอ้าปากอีกด้วย

3.การสูดกลิ่นตัวผู้ชายทำให้หายเครียดได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะกลิ่นตัวผู้ชายที่เป็นคนรักนั้นมีสาร ฟีโรโมน ผสมอยู่โดยเฉพาะในผมและผิวของเขา เมื่อสูดดมแล้วจะช่วยลดอาการเครียดและเหนื่อยล้าลงได้

4.แอปเปิ้ลผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง ถ้าเสียบแผ่นสังกะสี และแผ่นทองแดง กรดในแอปเปิ้ลจะทำให้เกิดการแตกตัวของไอออน ทำให้ลูกแอปเปิ้ลเป็นเหมือนแบตเตอรี่ ซึ่งผลไม้ชนิดอื่นเช่น มะนาว เกรป ฟรุ๊ต หรือมันฝรั่ง ก็ทำได้เช่นกัน

5.ปัสสาวะมนุษย์ใช้ทำยาสีฟันในสมัยโบราณ จริงหรือ

เฉลย

จริง โดยแพทย์ชาวโรมันเชื่อว่า ปัสสาวะมนุษย์ มีคุณสมบัติทำให้ฟันขาว และแข็งแรง ยาสีฟันในยุคดังกล่าว จึงเป็น น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากปัสสาวะมนุษย์

6.วัวกระทิงเกลียดสีแดง จริงหรือ

เฉลย

ไม่จริง เพราะ วัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆ ได้ แต่การที่วัวเมื่อถูกล่อด้วยผ้าแดงเหมือนในสนามสู้วัว แล้วก็พุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคาญ และเพราะถูกยั่วยุมากกว่า

7.เพชรแท้จะไม่ติดสีหมึก จริงหรือ

เฉลย

จริง การทดสอบดูเพชรแท้นั้น ให้ป้ายน้ำหมึกสีดำไปบนเพชร ถ้ามีความลื่นออก ไม่ติดอยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ถ้ายังมีจุดดำตรงที่แต้มอยู่ ก็แสดงว่าเป็นเพชรเทียม

8.การทะเลาะกันทำให้แผลหายช้า จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะ ความเครียดที่เกิดขึ้น ทั้งระหว่าง และหลังจากการทะเลาะกัน จะส่งผลให้ร่างกายลดการผลิตโปรตีนเม็ดเลือด ที่มีประโยชน์ต่อการรักษาบาดแผล หรือส่วนที่สึกหรอในร่างกายให้น้อยลง ทำให้บาดแผลต่างๆ หายช้า

9.แสงแดดอ่อนๆ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะ แสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดการสร้างฮอร์โมนเมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าหากเก็บตัวอยู่แต่ในที่มืดจะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการง่วง เหงา ซึมเซา ได้

10.การฟังเพลงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะ การฟังเพลงทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และบรรเทาอาการปวดข้อลงได้

ชุดคำถามที่ 4 หมวดความสวยความงาม

1.กินหวานมากทำให้ผิวเหี่ยว จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะ เมื่อร่างกายมีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป มันจะไปเกาะติดกับเส้นใยโปรตีนที่อยู่ระหว่างเซลล์ผิว ทำให้เกิดภาวะผิวเครียดขึ้น และนำไปสู่อาการแก่ก่อนวัย ผิวหยาบกร้าน และเหี่ยวย่นในที่สุด

2.การยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้าจะทำให้ผิวหน้าดูสดใส จริงหรือ

เฉลย

จริง โดยการยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้า ก้มตัวต่ำๆค้างไว้นับ 1-30 แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นจะทำให้โลหิตบริเวณหนังศีรษะ และใบหน้าหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลกระทบให้ผิวหน้าดูสดใสขึ้น

3.เอาน้ำแข็งถูหน้าก่อนนอนจะทำให้หายมันได้ จริงหรือ

เฉลย

ไม่จริง แต่แก้ปัญหาหน้ามันได้โดยการ ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ทาหน้าให้ทั่วใบหน้า ทาแล้วไม่ต้องล้างออก น้ำเมือกจะแห้งไปเองภายใน ๕ - ๑๐ นาที ทำก่อนนอน แค่นี่หน้าก็จะหาย

4.การสวมเสื้อผ้าหนาๆ เพื่อให้เหงื่อออกเยอะๆ จะทำให้ผอมเร็วจริงหรือ

เฉลย

ไม่จริง การที่เหงื่อออกเยอะคือ ภาวะที่ร่างกายโดนความร้อนแล้วระบายความร้อนออกมา ไม่ใช่การเผาผลาญไขมันออกมา เพราะฉะนั้นพอเราดื่มน้ำเข้าไป น้ำหนักก็จะเท่าเดิม

5.คนผิวแห้งมีโอกาสเกิดริ้วรอยกว่าคนผิวมัน จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะคนผิวแห้งขาด ซีบัม หรือสารไขมัน ทำให้กลไกลการปกป้องตนเองของผิวหนังทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นคนผิวแห้งควรดูแล และทาครีมบำรุงเพื่อความชุ่มชื่นแก่ผิวพิเศษกว่าคนผิวมัน

6.การฝึกกลั้นหายใจสามารถชะลอหน้าแก่ก่อนวัยได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง โดยการหายใจออกทางปากอย่างช้าๆ จนสุดลม แล้วหายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ ให้เต็มปอด กลั้นไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงหายใจออกอย่างช้าๆ ทำแบบนี้วันละ 2 ครั้งๆ ละ 20 นาที จะช่วยชะลอผิวแก่ก่อนวัย และรอยคล้ำ ได้

7.การร้องไห้ช่วยลดความอ้วนได้ จริงหรือ

เฉลย

ไม่จริง แต่การหัวเราะต่างหากที่ช่วยเผาผลาญแคลอรีให้หมดไปได้ดีกว่าอยู่เฉยๆ ได้มากถึง 20% ซึ่งหากได้หัวเราะวันละสัก 10 -15 นาที จะช่วยเผาผลาญพลังงานลงได้มากถึง 50 แคลอรี

8.กาวตราช้างใช้รักษาส้นเท้าแตกได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะ เมื่อปิดหนังที่แตกด้วยกาวตราช้าง สิ่งสกปรกจะเข้าไปในรอยแตกไม่ได้ ผิวจะไม่ ถูกรบกวน จึงมีการซ่อมแซมตนเองขึ้นมา มีการสร้างเซลล์ใหม่ และผลัดเซลล์เก่าออก กาวช้างก็จะหลุดออกไป แต่ห้ามใช้กับคนที่แพ้กาวตราช้าง

9.การเต้นรำทำให้ผิวสวยได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะ การเต้นรำเพียงวันละ 20 นาที ช่วยเผาผลาญแคลอรี กระตุ้นระบบการหายใจ และระบบหมุนเวียนโลหิต ทำให้เลือดลมเดินทั่วผิว ทำให้ผิวสวยมีสุขภาพดี

10.การใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์เป็นประจำทำให้ขาใหญ่ได้ จริงหรือ

เฉลย

จริง เพราะ ช่วงขาส่วนที่อยู่นอกกระโปรงจะเกิดการสะสมไขมันเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศ โดยเฉพาะเมื่อผิวหนังเจอความหนาวเย็น ทำให้เกิดเซลลูไลท์ขึ้นจนทำให้ขาใหญ่ ถ้าหากจำเป็นต้องใส่กระโปรงสั้นจริงๆ ควรใส่ถุงน่องเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

ความคิด 10:35

เมื่อชัยอายุ 6 ขวบ ขณะที่นั่งรถไปกับพ่อ
ถูกตำรวจจับเพราะขับรถเร็วเกินกำหนด พ่อแอบยื่นเงิน 500 บาทให้ตำรวจ
และได้รับอนุญาตปล่อยตัวไป พ่อหันมาพูดกับชัยว่า

“ไม่เป็นไรลูก เงินแค่นี้ซื้อเวลา
ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ
8 ขวบ
ป้าพาไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเป็นเงิน 75 บาท เมื่อป้าไปชำระเงิน
ยื่นธนบัตรร้อยบาทให้พนักงาน ได้รับเงินทอน 55 บาท
เพราะลูกค้ามากและเข้าใจว่าธนบัตร 50 บาทคือ 20 บาท
ป้ารับเงินทอนและใส่กระเป๋าทันที แทนที่จะบอกพนักงานว่าทอนเงินผิด
เมื่อออกจากร้านป้าก็พูดกับชัยว่า
“ไม่เป็นไรหลาน
ความผิดของเขาเองใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ 9 ขวบ ครูให้การบ้านปลูกต้นหอมแดงในกระบะ 2 สัปดาห์ แล้วนำไปส่งที่โรงเรียน
แม่ลืมซื้อหัวหอมแดงมาให้ชัย เมื่อครบกำหนดวันส่ง
แม่ให้พ่อไปซื้อต้นหอมแดงที่ตลาดและฝังลงในกระบะให้ชัยนำไปส่งครู และพูดว่า
“ไม่เป็นไรลูก ครูไม่รู้หรอก มีส่งก็ดีแล้ว
ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ
12 ขวบ
ชัยทำแว่นตาใหม่ราคาแพงของลุงแตก
ลุงจึงนำใบเสร็จไปอ้างกับบริษัทเครดิตที่ลุงใช้บริการอยู่ว่าแว่นตาถูกขโมยได้รับเงินชดใช้มา
15,000 บาท เต็มราคาที่ซื้อมา ลุงพูดกับชัยอย่างภาคภูมิใจว่า
“ไม่เป็นไรหรอกหลาน สิทธ์ของเราใครใครเขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ
15 ปี
ได้เป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน
ครูฝึกได้สอนวิธีกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามให้บาดเจ็บโดยไม่ผิดถือว่าอยู่ในเกม
ครูฝึกบอกว่า
“ไม่เป็นไรหรอก
ได้เปรียบไว้ก่อนเป็นดี ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ 16
ปี
ได้ไปทำงานระหว่างปิดเทอมที่แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต
ของห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อแห่งหนึ่ง หัวหน้าแผนกให้ชัยจัดกระเช้าผลไม้
โดยแนะนำให้จัดวางผลไม่สวยจวนจะเน่าอยู่ก้นตะกร้า คัดผลสวย ใบโตสีสด
จัดวางอยู่ส่วนบน หัวหน้าแผนกสอนว่า
“ไม่เป็นไรหรอก ผู้ซื้อไม่ได้ใช้เอง แต่นำไปฝากคนอื่น
ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ
18 ปี
ได้สมัครสอบเพื่อเข้าขอรับทุนของมหาวิทยาลัย
ปรากฏผลทราบเป็นการภายในว่ามาเป็นอันดับ 2
เมื่อพ่อรู้เข้าจึงไปพูดกับกรรมการซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน
ในที่สุดชัยก็ได้รับทุน พ่อพูดกับชัยว่า
“ไม่เป็นไรลูก เป็นโอกาสของเรา ใครใครถ้ามีโอกาส
เขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ 19 ปี
เพื่อนเอาข้อสอบปลายปีที่ขโมยมาขายกับชัยเป็นเงิน 1,500 บาท
ชัยลังเลใจและตัดสินใจซื้อในที่สุด เพราะเพื่อนพูดว่า
“ไม่เป็นไรหรอกชัย เกรดมีผลกับอนาคตนะ
ใครใครเขาทำกันทั้งนั้นแหละ”

เมื่อชัยอายุ
24 ปี
ชัยถูกจับข้อหายักยอกเงินบริษัท 700,000 บาท และต้องติดคุก
พ่อกับแม่ไปเยี่ยมและตัดพ้อต่อว่า
“ทำไมลูกทำอย่างนี้กับพ่อแม่

ที่บ้านเราไม่ได้สอนให้ลูกเป็นคนขี้โกงเลยนะ”

แนวคิดจาก It’ s ok , son , everybody does it . By Jack

Griffin ผู้เรียบเรียง

ความรู้4 November, 2006 20:52

พิษของพารา…ใครว่าธรรมดา 
ภญ.อัมพร จันทรอาภรณ์กุล 
 
     พาราเซตามอล (paracetamol)
หรือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen)

เป็นยาบรรเทาอาการปวด (analgesics)
ไม่มีผลข้างเคียงเรื่องการระคายเคืองผนังกระเพาะอาหาร
และการแข็งตัวของเลือดเหมือนยากลุ่มเอ็นเซด (non-steroidal
anti-inflammatory; NSAIDs) เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen)
หากใช้ในขนาดการรักษาปกติ
ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่ค่อยรู้พิษสงของยานี้เท่าไหร่
นอกจากนี้ยังสามารถหาซื้อได้ง่ายโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์
เป็นเหตุให้ปริมาณการใช้ยาตัวนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
พาราเซตามอลกลายเป็นยาประจำบ้านที่ขายดิบขายดี
เป็นอะไรก็กินแต่พาราเซตามอล ปวดศีรษะ ไข้หวัด ก็พาราเซตามอล ปวดหลัง
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ก็พาราเซตามอล ยิ่งกว่านั้นบางรายปวดท้อง เวียนศีรษะ
คลื่นไส้อาเจียน ก็กินพาราเซตามอล ซึ่งพาราเซตามอลก็คงไม่ได้ช่วยอะไร
ทำได้แค่ให้สบายใจขึ้นเพราะได้กินยาแล้ว บ้างก็มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง
ไม่ยอมไปหาหมอรักษากัน พลอยทำให้โรคที่เป็นลุกลามมากขึ้น
ต้องเสียเงินรักษามากขึ้นโดยใช่เหตุ 
     ในหลายประเทศได้แก่
อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ได้มีการสำรวจวิจัยพบว่ามีการใช้
ยาพาราเซตาอลเกินขนาดมากขึ้นทุกปี
และมีผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการเกิดพิษของพาราเซตามอลจำนวนมากจนน่าตกใจจนต้องออกมารณรงค์ให้ใช้ยาพาราเซตามอลเฉพาะเมื่อมีความจำเป็น
และเผยแพร่ความรู้เรื่องพิษของยาให้ประชาชนตระหนักมากยิ่งขึ้นผ่านสื่อต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วิทยุ ใบปลิว เอกสารกำกับยา หรืออินเตอร์เน็ต 
     อันตรายจากการใช้ยาพาราเซตามอลที่พบได้มากที่สุด คือ พิษต่อตับ ทำให้ตับวาย รองมาเป็นเรื่องของการเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น หรือตีกับยาอื่นนั้นเอง ซึ่งเกิดขึ้นจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจ 
     • ที่เกิดจากความตั้งใจ
ทุกคนคงทราบกันดี นั่นคือ การกินพาราเซตามอลประชดชีวิต การฆ่าตัวตาย
ซึ่งบางรายก็แค่ต้องการประท้วง เรียกร้องความสนใจ
นึกว่าพิษของพาราเซตามอลเป็นเรื่องเล็กๆ
แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะพาราเซตามอลจะทำให้ตับเสียการทำงานหรือตับวายได้
ซึ่งหากได้รับยาต้านพิษไม่ทันเวลาก็จะทำให้เสียชิวิตได้ 
     • ที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ
เนื่องจากพาราเซตามอลที่ผลิตออกจำหน่ายในปัจจุบันนั้นมีหลายรูปแบบ
หลายความแรง หลายยี่ห้อซึ่งเป็นการยากที่ประชาชนทั่วไปจะทราบ ได้แก่
รูปของยาเม็ด ยาน้ำเชื่อม และการนำพาราเซตามอลไปผสมกับยาอื่นๆ ได้แก่
ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้หวัด ยาแก้ปวด เป็นต้น
ทำให้เกิดการกินยาซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว หากเป็นระยะเวลาไม่นานแค่ 2 ถึง 3
วันก็ยังพอไหว หากระยะเวลานานเป็นเดือนการเกิดพิษต่อตับคงเกิดอย่างแน่นอน
ดังนั้นทางที่ดี
ก่อนกินยาอะไรควรอ่านฉลากยาให้ละเอียดเสียก่อน
และหากไม่แน่ใจว่าเป็นยาอะไร เป็นยาสูตรผสมหรือไม่ ก็ควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ก่อนทุกครั้ง 
      เรื่องที่น่าคิดอีกเรื่อง คือ การกินพาราเซตามอลร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
เช่น เหล้า ไวน์ รัม ยีน หรือ เบียร์
เพราะตัวแอลกอฮอล์เองเป็นที่ทราบกันดีว่าหากได้รับในปริมาณมาก
หรือต่อเนื่องกันนานๆ ก็ทำให้เกิดภาวะตับแข็ง ตับวายได้
หากกินร่วมกับพาราเซตามอลก็จะเท่ากับเป็นการเหยียบคันเร่งให้ตับพังได้เร็วยิ่งขึ้น
คณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายให้มีการพิมพ์คำเตือนบนฉลากยาพาราเซตามอลว่า
“ห้ามรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์”เนื่องจากเกิดคดีพิพากษาเกี่ยวกับการกินยาพาราเซตามอลร่วมกับไวน์เป็นประจำของชาวเวอร์จิเนียรายหนึ่งจนทำให้ตับวาย
จนต้องมีการปลูกถ่ายตับใหม่ บริษัทผู้ผลิตยาแพ้คดีต้องจ่ายเงินชดใช้ถึง 8
ล้านดอลลาร์  
      เรื่องสุดท้ายที่อยากจะเตือนคุณผู้อ่านก็คือ เรื่องของยาตีกัน
ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง
แต่เดิมไม่เคยมีใครคิดถึงเรื่องนี้เลย คิดว่าพาราเซตามอลเป็นยาสามัญประจำบ้าน
ไม่มีพิษสงอะไร ไม่ตีกับยาอื่น
แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้วเนื่องจากระยะหลังนักวิจัยได้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก
เพราะคนใช้ยาพาราเซตามอลมากขึ้น ยังกับพาราเซตามอลเป็นขนมอย่างนั้นแหละ
ตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันพบเองก็คือ
พาราเซตามอลตีกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดตัวหนึ่งในผู้ที่เป็นเลือดข้น
กล่าวคือพาราเซตามอลทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงได้หากได้รับในปริมาณมาก
อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
ซึ่งเท่ากับไปเสริมฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือดจนทำให้ผู้นั้นเกิดเลือดออกผิดปกติขึ้น

  ทางที่ดีคุณควรใช้ยาพาราเซตามอลเท่าที่จำเป็นในขนาดการรักษาปกติ
คือ ยาพาราเซตามอล 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (เช่น น้ำหนัก 50
กิโลกรัม ก็กินแค่ยาเม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด ก็เพียงพอ)
และหากไม่มีอาการแล้วก็ควรหยุดกินยาทันที
หรือหากใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลาประมาณ 3-4
วันแล้วอาการไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยเพิ่มเติมจะดีกว่าเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

                                          จากหนังสือ Health today ฉบับเดือนสิงหาคม 2549

ความรู้2 November, 2006 17:13
1.
ไม่ทานอาหารเช้า

หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า
แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป


การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว
เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (เช่น เทพธิดาดิว
เป็นต้น)
3.
การสูบบุหรี่

เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป


การกินของหวานมาก
จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์
เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง
5.
มลภาวะ

สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6.
การอดนอน

การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้
7.
นอนคลุมโปง

การนอนคลุมโปง
จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น และลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย


การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย
จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง เหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
9. ขาดการใช้ความคิด


การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด


ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง