ความรู้18 October, 2006 21:49


ท่านทราบไหมว่า…………อุตสาหกรรมการเพาะเห็ดในช่วงปีค.ศ. 1991-1994 ได้เพิ่มขึ้นถึง 30.5 % และมี

เห็ดเพียง 10 ชนิดที่มีการเพาะกันมากถึง 95% ของเห็ดทั้งหมด 6 อันดับแรกได้แก่ เห็ดกระดุม (Agaricus) เห็ด

หอม (Lentinula) กลุ่มเห็ดนางรม เห็ดเป๋าฮื้อ (Pleurotus) เห็ดหูหนู (Auricularia) เห็ดฟาง (Volvariella) และ

เห็ด Flammulina ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บริโภคเป็นอาหาร

นอกจากจะบริโภคเห็ดเป็นอาหาร (food) ได้แล้ว ยังมีเห็ดบางชนิดที่จัดเป็นอาหารเสริม (dietary supplement)

และมีการผลิตสารสกัดจากเห็ดอีกด้วย ปัจจุบันเรียกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสารสกัดว่า nutriceutical เห็ดบางชนิด

มีสรรพ-คุณเป็นยา มีการทำการสกัดสารบริสุทธิ์จากเห็ดใช้เป็นยาเรียกผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ว่า pharmaceutica

ตัวอย่างเห็ดที่มีการใช้เป็นยารักษาโรค

ชนิดของเห็ด สรรพคุณ

Auricularia

เห็ดหูหนู  รักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง

Tremella fusiformis Berk

เห็ดหูหนูขาว บำรุงปอดและไต

Volvariella volvacea

เห็ดฟาง ช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล

Lentinula edodes

เห็ดหอม ช่วยป้องกันโรคกระดูกอ่อนและลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร

รักษาโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น มะเร็ง เอดส์ ภูมิแพ้บางชนิด

Ganoderma lucidum

เห็ดหลินจือ ประเทศจีนใช้เป็นยาอายุวัฒนะ

ในประเทศญี่ปุ่นจัดเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่ใช้ควบคู่กับการรักษาโรคมะเร็ง

ใช้รักษาโรคผู้สูงอายุ เช่นโรคหัวใจ (coronary heart disease)

โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis)

โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง

ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ

ใช้เป็นยาระบาย

ใช้แก้พิษจากเห็ดที่มีพิษ

ความเจริญก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีการวิเคราะห์และทางเทคโนโลยีชีวภาพได้ช่วยให้นัก วิจัยสามารถศึกษา

สารสำคัญที่ ออกฤทธิ์เป็นยาในเห็ดได้มากยิ่ง ขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 10-20 ปีที่ ผ่านมา เห็ดจัดอยู่ในกลุ่มของรา

ประเภทหนึ่ง จากการศึกษาใน ห้องปฏิบัติการและในการศึกษา ทางคลินิก พบว่ามีสารบางอย่าง ซึ่งช่วยกระตุ้น

การทำงานของ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและ บางชนิดยับยั้งการเจริญของก้อน เนื้องอก โดยเฉพาะสารจำพวก

polysaccharide และ protein- bound polysaccharide

การค้นพบสารสำคัญที่มีคุณสมบัติเป็นยานี่เองที่ทำให้นักวิจัยทำการ ค้นคว้าหาวิธีการผลิตสารนี้ให้ได้ปริมาณ

มากด้วยวิธีที่ง่ายกว่าเดิม สารที่ศึกษานั้นเริ่มต้นจากการ ศึกษาในดอกเห็ดซึ่งเมื่อคิดถึง ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเพาะ

เห็ดจนกระทั่งสกัดสารนั้นมาใช้ ประโยชน์แล้ว กลับพบว่าต้องใช้เวลานานเป็นเดือนและมักได้ดอกเห็ดขนาดเล็กๆ

จำเป็นต้องใช้พื้น ที่ในการเพาะปลูกมาก ดังนั้น นักวิจัยจึงได้หาวิธีให้เห็ดสร้างสาร ได้เร็วขึ้นในพื้นที่ที่จำกัด พร้อม

ทั้งสามารถสกัด สารบริสุทธิ์ได้อีกด้วย วิธีหนึ่ง ที่เริ่มมีการนำมาใช้มากคือ การเลี้ยงเส้นใยเห็ด (mycelium)

ตัวอย่างสาร polysaccharide ที่พบในเห็ด

Polysaccharide  ชนิดของเห็ด การออกฤทธิ์  

Lentinan Lentinula edodes เห็ดหอม ยับยั้งการเจริญของ HIV virus เพิ่มการสร้างภูมิคุ้มกัน

ของร่างกาย

LEM (protein-bound polysaccharide) Lentinula edodes ช่วยรักษาโรคตับอักเสบชนิดเรื้อรังในสัตว์ทดลองมี

antitumor activity ในคนและสัตว์ โดยกระตุ้น

การสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย  

PSK / Krestin (protein-bound polysaccharide) Trametes versicolor ช่วยยืดอายุของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง

Polysaccharide Pleurotus ostreatus (Jacq.:Fr.) Qu้l ลดระดับคอเลสเตอรอลในสัตว์ทดลอง

Polysaccharide Grifola frondosa ยับยั้งการเจริญของก้อนเนื้องอก  

Polysaccharide Ganoderma lucidum ยับยั้งการเจริญของก้อนเนื้องอก กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย  

เห็ดที่พบว่ามีการใช้เป็นยามากที่สุดและพบในแทบทุกทวีปทั่วโลกคือ Ganoderma lucidum หรือเห็ดหลินจือ

มีการผลิตในรูปยาเม็ด ยาน้ำจากสารสกัด ยาฉีด ชาชงและในรูปทิงเจอร์ ที่พบมากเป็นยาเม็ด ชาชงและยาน้ำจากสาร

สกัด โดยใช้เป็นยาชูกำลัง ใช้เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ ใช้เป็นanti-aging และเสริมสร้างสุขภาพ เห็ดหลินจือประกอบ

ด้วยสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคต่างๆ มากมาย ดังได้กล่าวไว้แล้วใน R&D Newsletter ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ปี 2539

นักวิจัยได้ให้ความสนใจกับเห็ดที่สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งและโรคเอดส์เป็นพิเศษ เนื่องจากยังไม่มียาใด

ที่สามารถใช้รักษาโรคทั้งสองให้หายขาดได้ ส่วนยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลกับคนไข้ทุกรายไป ดังนั้น

เมื่อมีการพบสารสำคัญที่ผลิตได้โดยเส้นใยแล้ว จึงมีการวิจัยหาวิธีผลิตให้ได้ปริมาณมากโดยการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ

เข้ามาช่วย 

ความรู้ 21:46


****************************************
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเห็ดครับ..
****************************************

1. เห็ด อาหารมหัศจรรย์

ว่าเห็ดเป็นอาหารมหัศจรรย์นั้น
จากฤดูการเกิดก็ไม่เหมือนกับพืชผักชนิดอื่นๆ ใช้เวลาเพาะเพียงสั้นๆ
แต่ได้จำนวนมากมายดาษดื่น
ถึงเวลางอกงามแต่ละทีก็ผุดขึ้นราวกับตั้งนาฬิกาปลุกธรรมชาติ
พอใกล้เวลาก็มุดหายลงดิน เก็บตัวเงียบรอเวลาอีกครั้ง
คนเก็บจะต้องมีความชำนาญ รู้ลักษณะ รู้ชนิด รู้ต้นตอแหล่งกำเนิด
เพราะเห็ดบางชนิดเห็นหน้าตาสวยงาม อาจกลายเป็นเห็ดมีพิษ
ใครไม่รู้จริงเผลอนำไปรับประทานเป็นได้เดือดร้อนกันแน่

ปัจจุบันเห็ดที่เรานิยมรับประทานกันมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบสด
บรรจุกระป๋อง หรือแม้แต่เห็ดตากแห้ง
ความนิยมในการรับประทานมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปแบบ
และรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาหารประเภทพืชผักด้วยกัน
รวมทั้งการที่คนหันมานิยมรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติกันมากขึ้นก็ทำให้เห็ดถูกนำมาใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์มากขึ้นตามไปด้วย
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าเห็ดมีคุณสมบัติป้องกันโรคได้

ในประเทศจีน และญี่ปุ่น นิยมนำเห็ดมาปรุงเป็นน้ำแกง น้ำชา ยาบำรุงร่างกาย
และยารักษาโรคต่างๆ มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมากว่า 30
ปียืนยันว่า ในเห็ดมีสารบางอย่าง ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ และช่วยในการต้านมะเร็งหลายๆ
ชนิดด้วย

ในสหรัฐอเมริกาก็มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดเช่นกัน ได้ผลออกมายืนยันการค้นพบแบบเดียวกับชาวเอเชีย
แต่สำหรับการวิจัยถึงผลการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคนั้น ยังคงอยู่ในขั้นแรกๆ
เท่านั้น

เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์เพื่อการวิจัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหาร
และหาได้ง่าย เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือแชมปิญอง เห็ดนางรม
เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู หรือ เห็ดหลินจือ อย่างเมื่อเร็วๆ
นี้ มีผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดแชมปิญอง (White mushroom)
มีบทบาทช่วยในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด
เมื่อเทียบกับเห็ดรับประทานได้ชนิดอื่นๆ
โดยสารบางอย่างในเห็ดชนิดนี้ไปช่วยยับยั้งเอ็นไซม์ aromatase
ทำให้เกิดการยับยั้งการแปรฮอร์โมนแอนโดรเจน ให้กลายเป็นเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมด
ประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง
ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม ให้น้อยลงตามไปด้วย

ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอม
ให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ (mega-sugar) ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคนส์
(beta-glucans) ถึง 2 ชนิด ได้แก่ lentinan และ LEM (Lentinula edodes
mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ
และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan
กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัด ก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง
และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด ก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย

ขณะนี้ทีมวิจัยในญี่ปุ่น กำลังมองหาความเป็นไปได้ในการใช้ LEM
ที่ได้จากเห็ดหอมมาบำบัดผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และยังพบอีกว่า
สารสกัดจากเห็ดหอมอีกตัวหนึ่ง ชื่อ eritadenine
เป็นตัวช่วยลดปริมาณไขมันในเลือด และระดับโคเลสเตอรอลให้กับร่างกายได้อีกด้วย


หลากหลายพันธุ์เห็ดรสอร่อย

เห็ดนำมาปรุงอาหารให้อร่อยได้หลากหลายวิธี ทั้งต้มน้ำแกง ผัด ยำ ย่าง หรือทอด ที่เห็นมากในบ้านเรา ได้แก่

เห็ดหอม มีทั้งแบบเนื้อบางและหนา
คนนิยมนำเห็ดหอมตากแห้งมาปรุงอาหาร เพราะให้กลิ่นหอมมากกว่าแบบสด
ซึ่งก่อนปรุงต้องลวกในน้ำเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง หรือแช่น้ำอุ่นประมาณ
2-3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน ช่วยให้เนื้อเห็ดนุ่มขึ้น
น้ำแช่เห็ดหอมนี้ยังเก็บเอาไปทำเป็นน้ำสต๊อกปรุงรสอาหารได้ด้วย
คนนิยมนำมาปรุงอาหารเจ เพราะเนื้อนุ่มเหนียวและกลิ่นหอมชวนกิน
ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารตำรับ “อมตะ”
เพราะคุณสมบัติความเป็นยาบำรุงกำลัง และบรรเทาอาการไข้หวัด
การไหลเวียนเลือดไม่ดี ปวดกระเพาะอาหาร รวมทั้งอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย
ซึ่งเห็ดหอมนี้จะให้โปรตีนได้มากกว่าเห็ดแชมปิญองถึง 2 เท่าเลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังอุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบี ซีลีเนียม และธาตุอื่นๆ
ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ช่วยบำรุงกระดูกแข็งแรง ลดไขมันในเลือด
และต้านโคเลสเตอรอล


เห็ดหูหนูดำนอกจากเห็ดหูหนูดำแล้วยังมีเห็ดหูหนูขาว เนื้อกรุบกรอบคล้ายๆ
กัน แถมยังมีสีขาวน่ารับประทานมากกว่า
ตามร้านเย็นตาโฟนิยมนำมาใช้แทนแมงกะพรุน
หรือต้มเป็นสุกี้หรือทำยำรวมมิตรก็อร่อยไม่น้อย

เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และเห็ดเป๋าฮื้อ
เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อๆ คล้ายพัด
เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้าจะมีสีขาวอมน้ำตาล
ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำและเนื้อเหนียวหนา
และนุ่มอร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า
จึงมักถูกจัดเป็นอาหารจานหรูเมนูจักรพรรดิ์
ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนเลือด
และโรคกระเพาะอาหาร เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางรมผิวเรียบนุ่ม รสชาติก็นุ่ม
นำมาปรุงได้หลายแบบทั้งผัด ชุบแป้งทอด หรือแม้แต่ย่างก็ให้รสชาติดี
แต่ไม่ควรใช้ไฟแรงเพราะจะทำให้เนื้อสัมผัสหมดไป


เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว
ส่วนหมวกสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดตลอดทั้งปี
ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด
เชื่อว่าหากรับประทานประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อต่างๆ
แต่ก็ไม่ควรรับประทานสด ๆ เพราะมีสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร
ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการผื่นคันต่าง ๆ


เห็ดหลินจือ นอกจากใช้รับประทานแล้ว
ปัจจุบันยังมีการนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางอีกด้วย
เพราะมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย
และกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัส แถมยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ ลดความดันเลือด
แก้ปวดศีรษะ รวมทั้งลดไขมันในเส้นเลือดด้วย


เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็กๆ ขึ้นติดกันเป็นแพ รสชาติเหนียวนุ่ม
นำมารับประทานแบบสดๆ ใส่กับสลัดผักก็ได้ ถ้าชอบสุกก็นำไปย่าง
ผัดหรือลวกแบบสุกี้

เห็ดกระดุม หรือเห็ดแชมปิญอง รูปร่างกลมมน ผิวเนื้อนุ่มนวล มีให้เลือกทั้งแบบสด หรือบรรจุกระป๋อง


นานาสารอาหารจากเห็ด

เห็ดเป็นอาหารที่ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาล และเกลือต่ำมาก
แถมยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงเมื่อเทียบกับโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์
มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี วิตามินบีรวม ซีลีเนียม
โปแตสเซียม และทองแดง
จึงเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงที่ควรเลือกรับประทานเป็นประจำ


ซีลีเนียม

เป็นสารอาหารที่ช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับวิตามินอี
ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและโรคภัยต่างๆ ที่มากับวัยสูงอายุ
เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ การรับประทานเห็ดหอม (ชิ้นขนาดกลางๆ 5 ชิ้น)
จะให้ซีลีเนียมประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
นอกจากในเห็ดแล้ว ยังมีอยู่ในธัญพืช และเนื้อสัตว์ด้วย


โปแตสเซียม
เป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ
ความสมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาทต่างๆ ทาง
FDA
ของสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่าการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของโปแตสเซียมจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความดันเลือดสูง
และอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งในเห็ดนั้นมีโปแตสเซียมสูง และโซเดียมต่ำ
การรับประทานอาหารที่ปรุงจากเห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง 1
จานจะให้โปแตสเซียมได้พอๆ กับส้มหรือมะเขือเทศลูกโตๆ เลยทีเดียว


วิตามินบีรวม
ในเห็ดขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบีรวม
ไม่ว่าจะเป็น ไรโบฟลาวิน (ที่นอกจากจะได้จากเห็ดแล้ว
ยังมีมากในเครื่องในสัตว์ นม ไข่ และเต้าหู้)
ช่วยบำรุงสุขภาพผิวพรรณและการมองเห็น ขณะที่ไนอาซิน (ยังพบมากในปลาทูน่า
เนื้อแดง ถั่วลิสง และอะโวคาโด) จะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
และระบบประสาท สถาบันอาหารแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณไว้ว่า
การรับประทานเห็ดแชมปิญองขนาดกลางๆ 5 ชิ้น จะได้ปริมาณไรโบฟลาวินมากพอๆ
กับการดื่มนมสดถึง 8 ออนซ์


ทองแดง
เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเช่นเดียวกัน เพื่อมาช่วยเสริมการทำงานของธาตุเหล็ก

เห็ดโคน เป็นเห็ดหายาก รสอร่อย ที่จะมีให้รับประทานเฉพาะในหน้าฝน บางคนจึงนิยมนำมาทำเป็นเห็ดดองเพื่อเก็บไว้รับประทานตลอดปี

….แล้วคุณล่ะคะ ชอบรับประทานเห็ดชนิดไหน
อย่าลืมเลือกสรรเห็ดมาปรุงอาหารอร่อยๆ กันเป็นประจำ
เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณและครอบครัว

**************************************************

ความคิด 14:02

ใครที่ยังลังเลที่จะตอบแทนพระคุณพ่อ-แม่ อ่านไว้ เวลามีไม่มาก รีบ ๆ เข้าเรื่องจริงจาก รร.อัญสัมชัญแล้วจะกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ …… 

เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ "มิสอุไรพร" ครูที่มีจิตวิทยาสูงในการสอนเด็ก                    

รักใดไหนเล่าเท่ารักแม่…วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของแม่ที่ลูกทุกคนควรอ่าน!

ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539

“มิสคะ  ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ”                    

โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร ครูสาวประจำระดับชั้นป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย                     เพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่งเพียงท่านเดียวในวันนี้ 

เอ…ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ                    

เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์ ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน หากรู้สึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรก เข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้                    

หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จมิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง ภาพแรกที่ได้เห็นชัด ๆ ทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปีเมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา 

"ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียม กลัวโดนเพื่อนล้อแม่มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำว่าแม่แขนเดียว แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา"                    

น้ำเสียงของคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม  เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมดครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ลูก ไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว  หากปล่อยเรื่องนี้ไป…..ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า  ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย                    

ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน                     

เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้…                    

วันที่  21 สิงหาคม พ.ศ.2536  หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน…ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ  คุณแม่  และลูกชายอีกสามคนพวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ  โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน  ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก                    

ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว 25 ซม. คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่  และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก               

“ถ้าเป็นพวกคุณ น้องตกลงไปอย่างนี้คุณจะทำอย่างไร”

 มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม มองหน้าเด็กนักเรียน ทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะ “ลูกชาย” ของคุณแม่ท่านนั้น 

“ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย คิดไม่ทันใช่มั้ย แต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร” 

คุณแม่ไม่ยอม  เสียเวลาคิดอะไรเลย  ท่านรีบยึดดึงตัวลูกเอาไว้แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน…ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป…คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที  แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง…แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง!                   

คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด…เลือดของแม่…ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อยและบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก…แต่ไม่ขาด ไม่ขาด…เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน…ไม่ขาด…เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ มือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น…ไม่ยอมปล่อย… 

คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงาน พร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่ ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!                    

คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อยแต่…มันสายเกินไปแล้ว! สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที 

ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหักต้องอยู่โรงพยาบาลนานราวสามเดือนจึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ 

 มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆห้องถามขึ้นอีกว่า 
“นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ” 
“กล้าหาญมาก” เด็ก ๆ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า 
หลาย ๆ คนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า 
มิสมองหน้า “ลูกชาย” ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า                    

“นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เองไหน ใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ”

เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

“วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้านมิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่าพวกเราชื่นชม และยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา” 
“จริงครับ ๆ ใช่ครับ ๆ” เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน 
“มิสได้ทราบมาว่ามีหลาย ๆ คนไปล้อเลียนเพื่อน ไหน คนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ” 

มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยน ถามว่า 
“ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ” 
เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้ว กล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ ครูสาวน้ำตาคลอยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดีหนักใจอยู่เหมือนกันว่า 

หากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใครยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน…จะทำอย่างไร? 
เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญและจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง 

ใครเล่า…จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่นในหัวใจเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่ง ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด 
หากบัดนี้…ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว เหลือเพียงความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น 

เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัว “ลูกชาย” เข้าไปคุยอีกครั้ง 
“วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ” 
เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า 
“ผม…ผมจะไปขอโทษคุณแม่แล้ว…แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ” 

รู้มั้ยน้ำนมหยดหนึ่งซึ่งไหลมาต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไหร่ บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน ว่ารักท่านมากมาย กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย

กอดเลยไม่ต้องอาย ก่อนไม่มีแม่ให้กอด…

FW MAIL