ความรู้26 October, 2006 17:30
การวัดและคำนวณหาขนาดของโลก
 
Eratosthenes
( 276 BC – 195 BC ) นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก
เป็นบุคคลแรกที่มีแนวคิดในการวัดขนาดของโลกโดยใช้ลักษณะทางเรขาคณิตระหว่างโลกและดวงอาทิตย์
ภายใต้เงื่อนไขหรือข้อสมมติดังนี้
ข้อสมมติ
1. โลกมีสัณฐานเป็นทรงกลม
2.
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่กว่าขนาดของโลกมาก
3.
แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกเป็นแสงขนานซึ่งกันและกัน
          เราทราบดีกันแล้วว่าในเวลาเที่ยงวันดวงอาทิตย์จะอยู่สูงที่สุดจากขอบฟ้า
ซึ่งถ้าเราปักเสาธงกลางแจ้งเงาของเสาธงก็จะสั้นที่สุด
ถ้าโลกมีสัณฐานเป็นทรงกลม
มุมที่ดวงอาทิตย์กระทำกับเส้นแนวดิ่งจะมีค่าเปลี่ยนไปตามตำแหน่งละติจูดของผู้สังเกต
ซึ่งจะทำให้ความยาวของเงาที่สั้นที่สุดในเวลาเที่ยงวันแตกต่างกันด้วย
ถ้าเราให้
A และ B เป็นผู้สังเกตที่อยู่บนเส้นลองจิจูด (Longitude) เดียวกัน แต่ละติจูด
(Latitude) แตกต่างกันมากๆ
ปักธงที่ทราบความสูงไว้กลางแจ้งและวัดความยาวของเงาที่สั้นที่สุดในระหว่างวัน
ผู้สังเกตทั้งสองจะสามารถหาขนาดมุมที่ดวงอาทิตย์กระทำกับแนวดิ่งได้ดังภาพที่
1

จากภาพจะได้ว่า ;


เมื่อเราทราบขนาดของมุมที่ดวงอาทิตย์กระทำกับแนวดิ่งของตำแหน่ง A
และ B เราสามารถคำนวณหาขนาดรัศมีของโลกดังแสดงในภาพที่ 2

ถ้าสมมติให้ขนาดของโลกเล็กมากเมื่อเทียบกับระยะห่างระหว่างโลกถึงดวงอาทิตย์
แสงที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์จะเป็นแสงขนาน ดังแสดงในภาพที่ 2
โดยเราสามารถหาขนาดของมุม ได้ดังนี้
ให้ C เป็นขนาดเส้นรอบวงของโลก เราสามารถหาขนาด C ได้จาก

และให้ R เป็นขนาดรัศมีโลก เราสามารถหาขนาด R ได้จาก

โดยระยะ arc AB คือระยะทางระหว่างจุดสังเกตทั้งสองตามความโค้งของโลก
ซึ่งสามารถหาได้จากแผนที่ที่มีมาตราส่วนแสดงชัดเจน
ขั้นตอนการปักธง

          1.
ธงเทิดพระเกียรติจะมีขนาด 1x2 เมตร
ดังนั้นทางโรงเรียนต้องจัดหาเสาธงที่มีความสูงอย่างน้อย 1.5 เมตรขึ้นไป
โดยเลือกตำแหน่งสำหรับปักธงไว้กลางแจ้ง
และควรอยู่บนพื้นเรียบเพื่อให้สามารถทำเครื่องหมายบนพื้นได้

          2.
ปักธงให้ลึกลงไปในดินประมาณ 0.5 เมตร เพื่อให้เสาธงมีความมั่นคงแข็งแรง
หรือยึดติดกับแทนสำหรับตั้งเสาธงขนาดเล็ก
          3.
ใช้ลูกดิ่งปรับให้เสาธงตั้งตรงดังแสดงในภาพที่ 3
การหาความยาวของเงาสั้นที่สุด

1.
หลังจากติดตั้งเสาธงเรียบร้อยแล้ว
การหาความยาวของเงาสั้นที่สุดสามารถทำได้โดยการทำเครื่องหมายที่ปลายเงาของเสาธงทุก
ๆ 5 นาที ระหว่างช่วงเวลา 11:30 ถึงเวลา 12:30 น.
โดยโทรเทียบเวลากับกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ โทร.181
2.
ลากเส้นเชื่อมระหว่างเครื่องหมายแต่ละจุด
3.
วัดหาระยะที่สั้นที่สุดระหว่างเส้นโค้งที่ได้ถึงเสาธง

การหาค่า ระยะห่างระหว่างผู้สังเกตทั้งสอง (arcAB)
จากแผนที่
จากแผนที่
วัดระยะเป็นเส้นตรงตามแนวเส้นลองกิจูด
แล้วเทียบกับมาตราส่วนจะได้
 
ตัวอย่างการคำนวณ
คำนวณหาขนาดของโลกโดยใช้ข้อมูลจากผู้สังเกตที่
กรุงเทพฯ (กองทัพอากาศ) และเชียงใหม่ (ร.ร.ดาราวิทยาลัย)
โดยทั้งสองที่มีพิกัดตำแหน่งดังนี้
กรุงเทพฯ (กองทัพอากาศ) ละติจูด 13.91074 องศาเหนือ ลองกิจูด
100.60713 องศาตะวันออก
เชียงใหม่ (ร.ร.ดาราวิทยาลัย) ละติจูด 18.78859
องศาเหนือ ลองกิจูด 98.99430 องศาตะวันออก
ค่ามุมที่วัดได้จากทั้งสองตำแหน่ง
กรุงเทพฯ
(กองทัพอากาศ) ความสูงเสาธง 2.02 เมตร ความยาวเงา 21 เซนติเมตร มุม =
5.93517123 องศา
เชียงใหม่ (ร.ร.ดาราวิทยาลัย) ความสูงเสาธง 4.31 เมตร
ความยาวเงา 80 เซนติเมตร มุม = 10.51527687 องศา


หาขนาดของมุม ได้ดังนี้

หาค่าระยะห่าง (arcAB จากแผนที่)
จากแผนที่จะได้ระยะห่างเท่ากับ 559 กิโลเมตร
จากนั้นคำนวณหาเส้นรอบวงของโลก (C)
ดังนั้นสามารถหารัศมีของโลก (R) ได้จาก

หาค่าความผิดพลาด (Error)
ของค่าที่คำนวณได้กับค่าที่ใช้ในปัจจุบัน
โดยปัจจุบันเราวัดค่ารัศมีโลกเฉลี่ยเท่ากับ 6378
กิโลเมตร
ดังนั้นสามารถหาเปอร์เซนต์ความผิดพลาด (Error) ได้ดังนี้
เปอร์เซนต์ความผิดพลาด (Error) = (ค่าที่คำนวณได้ – ค่าจริง) x 100 /
ค่าจริง

ความคิด22 October, 2006 12:58

ณ วัดบ้านป่าแห่งหนึ่ง 

      หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า “ผมถูกใส่ร้าย
ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ
ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ”

      หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า

      “เจ้ารู้ไหม ในตัวเรามีคนอยู่สามคน คนแรกคือ
คนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สามคือ
ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ “ ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา

      “คนเราล้วนมีความฝัน ความทะยานอยาก ตามประสาปุถุชนทั่วไป
ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม
เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน เช่น บางคนอยากเป็นนักร้อง เป็นนักมวย
เป็นดารา ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม
ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ”

      “มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น
บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย
เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ
แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง
ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้”

      “อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ
ก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ
แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร”

      “สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวชเคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่มีผัวแล้ว
เพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่อง
ชาวบ้านซุบซิบนินทา
หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า
ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ
มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม
เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี
ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา
เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ
นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล”

      “แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ “ ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา

      “เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เราห้ามใจใครไม่ได้
สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ
ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น
แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา 
เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ
เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง
ใจเราควรสงบนิ่ง
ยังไม่ต้องชำระ
ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ 
เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น
แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง
จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม”

      “เข้าใจครับหลวงตา” เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง

ความรู้ 12:50

ขึ้นบ้านวันเสาร์,เผาผีวันศุกร์,โกนจุกวันอังคาร… หลายท่านอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างจากผู้ใหญ่บางท่านถึงวันต้องห้ามเหล่านี้ แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถตอบเราได้ว่า ทำไมถึงต้องห้ามวันเหล่านี้ทำการดังกล่าว บางครั้งท่านอาจจะตอบว่าเพราะโบราณท่านถือ แต่ทำไมถึงต้องถือเอาวันดังกล่าว ด้วยเหตุผลอันใดหรือ? บางข้ออาจจะมีเหตุและผลที่ยังพอหลงเหลืออยู่ว่าทำไม แต่วันต้องห้ามบางวันก็ไม่ทราบถึงเหตุผลดังกล่าว ยังไงก็ตามคติความเชื่อเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่สืบทอดมาแต่โบราณ เชื่อไว้ก็ไม่เสียหายไม่ใช่หรือ?

ขึ้นบ้านวันเสาร์
เนื่องจากว่าวันเสาร์ตามหลักโหราศาสตร์แล้วถือกันว่าเป็นวันแห่งโทษทุกข์ และดาวเสาร์ยังจัดเป็นดาวแห่งบาปเคราะห์อีกด้วยแต่การขึ้นบ้านใหม่ ต้องการความร่มเย็น ความสุขและความมั่นคงถาวร ความเจริญ ดังนั้นคนโบราณจึงห้ามมิให้ประกอบพิธีเกี่ยวกับการปลูกสร้าง บ้านเรือน เช่น การยกเสาเอก วางศิลาฤกษ์ เปิดป้ายอาคาร หรือแม้กระทั่งการย้ายเข้าสู่บ้านใหม่

เผาผีวันศุกร์
ตามคติโบราณท่านห้ามทำการฌาปนกิจศพกันในวันศุกร์ เพราะชื่อของวันศุกร์นั้น ไปคล้องจองกับคำว่า “สุข” ดังนั้นเมื่อเอาความสุขไปให้คนตาย เป็นการกระทำอันไม่เป็นมงคล ความทุกข์ทั้งหลายก็จะต้องตกมาถึงคนเป็นหรือผู้ที่ทำการดังกล่าว ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ดาวศุกร์เป็นดาวรื่นเริง บันเทิงใจ ดาวสังคม และความรัก ซึ่งตรงกันข้ามกับความทุกข์ ความหม่นหมอง ดังนั้นคนโบราณจึงได้ห้ามการกระทำดังกล่าวเอาไว้และมีคำพูดที่ให้ท่องกันติดปากว่า “เผาผีวันศุกร์ ให้ทุกข์คนยัง”

โกนจุกวันอังคาร
วันอังคารนั้นถือว่าเป็นวันแรงวันหนึ่ง เพราะดาวอังคารคือดาวแห่งเทพเจ้าของสงคราม คนโบราณท่านว่าวันเจ้าแห่งสงครามนี้เหมาะแก่การออกรบ หรืองานที่ต้องการความแข็งแกร่ง ความเด็ดขาดมากกว่า ไม่ควรใช้วันดังกล่าวเพื่อกระทำการที่เป็นมงคล หรือต้องการความร่มเย็น ความผาสุก และลาภผลต่างๆ เช่นการโกนจุก การขึ้นบ้านใหม่ พิธีมงคลสมรส เป็นต้น เพราะถ้าหากนำวันนี้ไปใช้แล้วก็อาจจะมีการทะเลาะวิวาทกัน หรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นก็ได้ เพราะดาวอังคารยังจัดเป็นดาวแห่งอุบัติเหตุอีกด้วย

แต่งงานวันพุธ
ในทางโหราศาสตร์เราจะรู้ได้ว่า ดาวพุธเป็นดาวแห่งความแปรปรวน มักมีการโคจรที่ผิดปรกติอยู่เสมอ เดี๋ยวดีเดี๋ยวช้า เดี๋ยวเดินเร็ว แต่สักพักกลับเดินถอยหลัง ด้วยสาเหตุดังกล่าวคนโบราณจึงถือว่าดาวพุธเป็นดาวที่หาความแน่นอนและความมั่งคงไม่ได้ จึงไม่ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้วันนี้เป็นวันประกอบพิธีมงคลสมรส เพราะอาจจะทำให้คู่บ่าวสาวมีจิตใจที่โลเล ไม่มั่นคงกับคู่ครองของตนเอง ซึ่งจะนำพาไปสู่การนอกใจและหย่าร้างกันในที่สุด

พุธห้ามตัด, พฤหัสห้ามถอน

วันพุธห้ามตัดผม และตัดไม้ เพราะวันพุธเป็นวันแห่งการเจริญเติบโตและวิวัฒนาการ ถือว่าถ้าตัดผมวันพุธจะทำให้ปัญญาทราม ส่วนวันพฤหัสนั้นเป็นวันครูเป็นวันที่นิยมเรียนวิชา ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรือง ดังนั้นไม่ควรถอน หรือโค่นทำลายสิ่งใดๆก็ตาม และในวันพฤหัสนี้ทางโบราณยังห้ามเรื่องการแต่งงานอีกด้วย เพราะวันนี้คือวันครู ดังนั้นไม่ควรกระทำการดังกล่าวในวันนี้เพราะถือว่าเป็นการไม่เคารพนับถือครูบาอาจารย์

สงฆ์ 14, นารี 11

ความหมายคือ ท่านห้ามมิให้ทำการใดๆ ให้แก่พระสงฆ์ ในวันขึ้น 14 ค่ำ และแรม 14 ค่ำทั้งสิ้น เช่น การบวชนาค การอุปสมบท และการฉลองพระเป็นต้น เพราะถือกันว่าวันนั้นเป็นวันโกน พระสงฆ์ทุกรูปจะต้องปลงผมในวันนั้น ถือเป็นการตัดราศีของพระท่าน จึงไม่ควรให้ท่านทำการมงคลใดๆ ส่วนนารี 11 โบราณท่านห้ามมิให้ทำการใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสตรีเพศในวันขึ้น 11 ค่ำและวันแรม 11 ค่ำ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดสมาคมสตรี เปิดโรงเรียนสตรี หรือเปิดหอพักสตรีก็ตาม

ความเชื่อต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพียงความเชื่อโบราณซึ่งท่านถือเป็นคติสืบต่อกันมา จริงๆ แล้วความเชื่อเกี่ยวกับวันต้องห้ามของโบราณนั้นยังมีอยู่อีก แต่เป็นความเชื่อที่เรามักจะไม่เคย หรือเคยได้ยินมาบ้าง ไม่บ่อยเท่าวันต้องห้ามดังกล่าวเหล่านี้ เราซึ่งอยู่ในยุคปัจจุบัน ยังคงไม่สามารถหาเหตุผลได้ถึงคติความเชื่อเหล่านี้ว่าทำไม คนโบราณถึงต้องกำหนดกะเกณฑ์วันทำการดังกล่าวว่าวันนี้ทำได้หรือไม่ได้ โดยใช้เหตุผลของท่าน อย่างไรก็ตามคนไทยกับความเชื่อในหลายๆ เรื่องก็ยังคงแยกกันไม่ขาดแม้แต่ในยุคปัจจุบันก็ตาม

ความรู้ 11:43

เส้นโลหิตในสมองบกพร่องเคล็ดลับการวินิจฉัยอาการโรค Apoplexy


เพื่อนคนหนึ่งหกล้มในงานบาบีคิวปาร์ตี้ เพื่อนในงานแนะให้หาหมอ

แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่

ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น

อิงอิงดูยืนไม่ค่อยมั่นคง

เพื่อนช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ

หลังจากนั้น ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล

แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน 6 โมงเย็น

ถ้าหากเพื่อนๆรูจักวินิจฉัยอาการโรค
ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ

บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก

อาจไม่ตาย แต่ก็อาจเป็น

อัมพฤตหรืออัมพาด

แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม. ก็จะมีโอกาสรอด

วิธีวินิจฉัยอาการ

ถ้าคนข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง

แพทย์แนะว่า คนข้าง

เคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3
ข้อ

ก็สามารถวินิจฉัยอาการได้

โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้


S:(smile)ให้ผู้ป่วยยิ้ม


T:(talk)ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น
วันนี้อากาศสดใสดีจัง


R:(raise)ให้ผู้ป่วยชูแขนสองข้าง

อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก

ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่อ

อาการอันตราย

ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบแจ้ง 1669

และเล่าอาการให้ผู้รับสายฟัง

ความรู้20 October, 2006 9:23

“หอคำหลวง” อาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ
กษัตริย์นักการเกษตรเอกของโลก เพื่อร่วมฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
ในงานมหกรรมพืชสวนโลก ราชพฤกษ์ 2549

 
 
 

กรุงเทพฯ/ 4 มิถุนายน 2549 / หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานคณะอนุกรรมการ
โครงการนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์
2549 ชี้
หอคำหลวง”เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่โดดเด่นและสง่างามที่สุดของงานเพื่อจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กษัตริย์นักการเกษตรเอกของโลก ในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
และเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา โดยงานก่อสร้างก้าวหน้ามากกว่า 60
เปอร์เซ็นต์แล้วพร้อมเข้าตกแต่งในเดือนกรกฎาคมนี้

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานคณะอนุกรรมการ โครงการนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ
หอคำหลวง เปิดเผยว่า “หอคำหลวง”
เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่โดดเด่นและสง่างามที่สุดของงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ
ราชพฤกษ์ 2549 เพื่อจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กษัตริย์นักการเกษตรเอกของโลก ในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
และเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา โดยงานก่อสร้างก้าวหน้ามากกว่า 60
เปอร์เซ็นต์แล้วพร้อมเข้าตกแต่งในเดือนกรกฎาคมนี้

“หอคำหลวง” ตั้งอยู่บนเนินดิน พื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางเมตร มีนายรุ่ง
จันตาบุญ สถาปนิกบริษัทช่างรุ่งคอนสรัคชั่น
เป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างให้มีความวิจิตรบรรจงตามแบบสถาปัตยกรรมและประติมากรรมล้านนาที่จำลองมาจากภาพหอคำหลวงของเจ้าเมืองเชียงใหม่ในอดีต
และนายปรีชา เผ่าทอง รับผิดชอบงานจิตรกรรมผาผนังด้านในของอาคาร โดย
เน้นการแสดงถึงพระอัจฉริยะภาพด้านการเกษตร
และความเป็นกษัตริย์นักพัฒนาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีการใช้สื่อ Multimedia ในการนำเสนอข้อมูล

หม่อมเจ้าภีศเดช อธิบายเพิ่มเติมว่า
บริเวณด้านหน้าหอคำหลวงมีการตกแต่งถนนทางเข้าด้วยซุ้มเฉลิมพระเกียรติจำนวน 30 ซุ้ม
แต่ละซุ้มมีกรอบพระบรมฉายาลักษณ์สี่สีติดด้านหน้าและด้านหลัง
พร้อมนำเสนอพระราชกรณียกิจและพระบรมราโชวาท แบ่งพื้นที่การแสดงนิทรรศการออกเป็น 2
ส่วน คือ ชั้นบนหอเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภายในจัดให้มีการแสดงจิตรกรรมฝาผนังแบบล้านนาบอกเล่าเรื่องราวของพระองค์ท่าน
อันเป็นพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาด้านต่างๆ ตรงกลางห้องโถง
กำหนดให้มีการสร้างต้นโพธิ์ทอง หรือ ต้นทศพิธราชธรรม ประกอบด้วยใบทั้งหมด 21,915 ใบ
เท่ากับจำนวนวันที่ทรงครองราชย์
และเป็นการแสดงถึงพระบารมีของพระองค์ท่านที่คุ้มครองพสกนิกรอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตราบเท่าทุกวันนี้

บริเวณชั้นล่างของหอคำหลวง
เป็นส่วนจัดแสดงนิทรรศการภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในเหตุการณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 และ ปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” และโครงการพระราชดำริเต็มรูปแบบสามมิติทั้ง แสง
สี และ เสียง อลังการ แบ่งเป็น 9 โซน ได้แก่

โซนที่ 1 “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
เป็นการจัดแสดงปฐมบรมราชโองการ
และนำเสนอภาพเหตุการณ์พระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก

โซนที่ 2 “ธ
ทรงมุ่งหวังที่จะเห็นความผาสุขของประชาชนชาวสยาม”
แสดงนิทรรศการภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในการเสด็จเยี่ยมราษฎรในท้องที่ต่างๆ
ที่เป็นภาพแห่งความทรงจำที่ประทับใจที่หาดูได้ยาก

โซนที่ 3 “จากจิตรลดาสู่พสกนิกร”
นำเสนอโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา งานกิจกรรมด้านการเกษตรต่างๆ กว่า
40 ปี

โซนที่4 “น้ำแห่งพระราชหฤทัย”
นำเสนอโครงการเรื่องน้ำที่เป็นทรัพยากร ธรรมชาติที่จำเป็นต่อการเกษตร อาทิ
ฝายชะลอความชุ่มชื้น ฝนหลวง และ แก้มลิง

โซนที่5 “ดินดีเพิ่มผล”
นำเสนอโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดินโดยนำหญ้าแฝกมาใช้ในการป้องกันปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน

โซนที่6 “คุณค่าป่าไม้เพื่อชีวิต”
นำเสนอเรื่องทรัพยากรป่าไม้ ได้แก่ โครงการป่าชาวบ้าน ปลูกป่า 3 อย่าง
แต่ได้ประโยชน์ถึง 4 อย่าง ปลูกป่าเปียก การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก
การปลูกป่าในที่สูง และ การปลูกป่าในใจคน

โซนที่7 “ขจัดสิ้นพืชเสพติด ราษฎรอยู่ดีมีสุข”
นำเสนอเรื่องโครงการหลวง ทรงริเริ่มแนวทางการพัฒนา
เพื่อช่วยให้ชาวเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีที่ดินทำกินที่ถาวร
ลดการตัดไม้ทำลายป่าอันเป็นต้นน้ำลำธารเพื่อทำไร่
ที่สำคัญยังช่วยลดเนื้อที่ในการปลูกฝิ่นที่เป็นภัยร้ายแรงของประเทศ

โซนที่8 “แหล่งเรียนรู้คู่ธรรมชาติ”
นำเสนอเรื่องศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง
ได้แก่

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ. จันทบุรี
และ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.
นราธิวาส
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ

เพื่อเป็นศูนย์รวมของการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย
แสวงหาแนวทางและวิธีการพัฒนาด้านต่างๆ
เพื่อนำไปปรับใช้ขยายผลในการพัฒนาให้ประชาชนอยู่ดีกินดีต่อไป

โซนที่9 “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทฤษฎีใหม่ และ
ผลผลิตแห่ง ความสำเร็จ”
นำเสนอเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
อันเป็นแนวทางให้ประชาชนในทุกระดับ
ให้ดำเนินไปในทางสายกลางเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
เป็นต้น

“หอคำหลวงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ
และทรงเป็นกษัตริย์นักการเกษตรที่ยิ่งใหญ่ของโลก
หลังจากเสร็จสิ้นงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติแล้วจะเป็นส่วนแสดงถาวร
เพื่อเปิดให้นักเรียน นักศึกษา
และประชาชนทั่วไปได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยในด้านเกษตร
และได้รับทราบถึงพระอัจฉริยะภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงงานตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ครบรอบ 60 ปี”
หม่อมเจ้าภีศเดช กล่าว

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ
กล่าวว่า งาน “ราชพฤกษ์ 2549”
เป็นงานที่รวมสุดยอดความมหัศจรรย์แห่งพันธุ์ไม้เขตร้อนชื้นไว้มากที่สุดกว่า 2,200
ชนิด รวมกว่า 2.5 ล้านต้น
และยังเป็นการประกาศศักยภาพการผลิตพืชผลทางการเกษตรของไทยด้วย
โดยเฉพาะไม้ดอกไม้ประดับ สมุนไพร พืชสวนครัว พันธุ์ไม้หายาก และพืชผลทางการเกษตร
เพื่อแสดงศักยภาพในการเพาะปลูกพันธุ์ไม้เขตร้อนและเทคโนโลยี
นวัตกรรมด้านการเกษตรของประเทศไทย
และเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพรรณไม้เขตร้อนทั่วโลก
ตามแนวคิดหลักของงาน คือ “เพื่อนำความรักสู่มนุษยชาติ” (To Express the Love for
Humanity)

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อไปว่า การจัดงานครั้งนี้ได้รับการรับรองระดับ A1
อย่างเป็นทางการจากสำนักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Exposition)
สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (Association of Horticulture Producers - AIPH) และ
ภายใต้การสนับสนุนจาก สมาพันธ์ดอกไม้โลก (World Flower Council - WFS)
และสมาคมพืชสวนนานาชาติ (International Society for Horticultural Science - ISHS)
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพในการจัดงานของประเทศไทยทุกด้าน
ซึ่งขณะนี้ด้านการก่อสร้างโดยรวมมีความก้าวหน้าไปมากกว่า 70% แล้ว
และการตอบรับเข้าร่วมงานครั้งนี้ทั้งจากนานาประเทศทั่วโลก
และองค์กรในประเทศไทยเป็นไปอย่างคึกคักเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติฯในวโรกาสสำคัญนี้

“ขณะนี้นานาประเทศตอบรับยืนยันเข้าร่วม จัดสวน
เพื่อเฉลิมฉลองแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเป็นทางการ 32 ประเทศ จาก 5
ทวีปทั่วโลก ได้แก่ ทวีปเอเชีย (14 ประเทศ) ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม
มาเลเชีย กัมพูชา ลาว อินโดนีเชีย อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ ปากีสถาน จีน
และบรูไนทวีปยุโรป (5 ประเทศ) ได้แก่ ตุรกี สเปน เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์
และบัลกาเรีย ทวีปแอฟริกา (8 ประเทศ) ได้แก่ มอริเตเนีย เคนย่า ไนจีเรีย กาบอง
ซูดาน โมร็อกโก ตูนิเซีย และแอฟริกาใต้ ตะวันออกกลาง (3 ประเทศ)ได้แก่ กาตาร์
อิหร่าน และเยเมน ทวีปอเมริกา (2 ประเทศ) ได้แก่ บราซิล และ ตรินิแดดแอนด์โตเบโก
โดยได้เริ่มการก่อสร้างสวนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549

แต่ละประเทศก็จะมี High Light ต่างๆมาแสดงเต็มที่ อาทิประเทศญี่ปุ่น
ไฮไลท์ของสวนญี่ปุ่น ในครั้งนี้ จะมีการจำลองภูเขาไฟฟูจิ
อันเป็นสัญลักษณ์ประจำประเทศ และนำ ดอกบัว Oga-hasu นี้
ที่หลับไหลในซากฟอสซิลมามากกว่า 2,000ปี
มาปลูกเพื่อให้คนไทยได้ดูเบ่งบานอีกครั้งในประเทศไทยด้วย ประเทศเนเธอร์แลนด์
เนรมิตสวนสวยด้วยพรรณไม้ทิวลิป จากเนเธอร์แลนด์และจำลองกังหันฮอลล์แลนด์
แสดงเอกลักษณ์ของประเทศมาตกแต่งสวน
ประเทศกาตาร์จำลองแผนที่ประเทศกาตาร์ลงบนสวนและเน้นการจัดสวนทะเลทรายที่มีความพิเศษของทรายขาวบริสุทธิ์
และ ประเทศ สเปน นำพรรณไม้หลากหลายสี จัดสวน แต่งพื้นที่ด้วยหินสี และหินจากภูเขาไฟ
และจะนำต้นมังกรอายุกว่า 1,000 ปีมาจัดแสดง
พร้อมทั้งนำการแสดงระบำฟามิงโก้ที่มีชื่อเสียงเข้ามาแสดงในงานด้วย

ด้านการมีส่วนร่วมจากในประเทศในการจัดสวนเฉลิมพระเกียรติฯประเภทองค์กรเป็นการนำทฤษฎีการเกษตรของในหลวง
มาเป็นแนวคิดการจัดสวน อาทิ ทฤษฎีหญ้าแฝกรักษาการยึดตัวของดิน
และทฤษฎีการเกษตรแบบพอเพียง เป็นต้น
เพื่อให้สวนที่จัดขึ้นเป็นแหล่งความรู้ให้กับเกษตรกร และประชาชนชาวไทย
ได้น้อมนำทฤษฎีในหลวงไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งขณะนี้มีองค์กรยืนยันตอบรับเข้าร่วมจัดสวน 22 องค์กร แบ่งเป็น
8หน่วยงานราชการ/จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดราชบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา
จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา องค์การสวนพฤกษศาสตร์ และ
โครงการหลวง 3 รัฐวิสาหกิจ ได้แก่ การท่าเรือแห่งประเทศไทยการประปานครหลวง
และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 3 ธนาคาร ได้แก่
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ 8 บริษัทเอกชน ได้แก่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์
ประเทศไทย จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท
ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่
จำกัด บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปราณ เดอ สยาม จำกัด

งานมหกรรมพืชสวนโลกฯ “ราชพฤกษ์ 2549” กำหนดจัดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 –
31 มกราคม 2550 (รวม 92 วัน) ณ ต.แม่เ***ยะ จ.เชียงใหม่
คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานจากประชาชนชาวไทยและต่างประเทศไม่น้อยกว่า 2
ล้านคนตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 เดือน

ข้อมูลสำหรับกองบรรณาธิการ
งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ
“ราชพฤกษ์ 2549” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 – 31 มกราคม 2550 (รวม
92 วัน) ณ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง ต.แม่เ***ยะ
จ.เชียงใหม่ บนพื้นที่ 470 ไร่
เป็นงานที่รวมสุดยอดความมหัศจรรย์แห่งพรรณไม้ในพื้นที่เขตร้อนชื้นที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้ที่มีความหลากหลายมากที่สุดของพรรณไม้กว่า
2,200 ชนิด กว่า 2.5 ล้านต้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ
60 ปี และฉลองพระชนมายุ 80 พรรษา เพื่อแสดงศักยภาพด้านการเกษตรของประเทศไทย

เป็นการจัดงานมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกเป็นครั้งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยมีนโยบายที่จะให้พื้นที่จัดงานเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเชียงใหม่
และเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านพืชสวนของประเทศภายหลังการจัดงานจบสิ้นลง
ส่งผลให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหลายด้าน อาทิ ด้านการส่งออก
ภาพลักษณ์ของประเทศด้านพืชสวน และด้านการท่องเที่ยว
ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานจากประชาชนชาวไทยและต่างประเทศไม่น้อยกว่า 2
ล้านคนตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 เดือน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
:-

สำนักงานผู้บริหารงานปฏิบัติการกิจกรรมและประชาสัมพันธ์
งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯราชพฤกษ์
2549

นวพร โรจน์อารยานนท์ โทร: 0-2686-7252 หรือ
05-9079490
E-mail:
nawaporn@royalflora expo.com

ตะวันใหม่ พระเมือง (ใหม่) โทร: 02-6103716 หรือ 01-6666908
E-mail: tawanmai@bhumpr. com

วรกร บุญรัตนกุล (บุ๋ม) โทร:
02-6103715 หรือ 01-834-5323
E-mail: worakorn@bhumpr. com

ที่มา : http://www.royalflo raexpo.com/ thai/Press_ center/june_ 21_06-2.asp

ความคิด19 October, 2006 21:31

           
หากเกิดปัญหาขึ้น เราจะประนีประนอมถนอมความรู้สึกคน รักได้อย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหยุมหยิมไปจนถึงเรื่องการให้เกียรติกัน
และความเสมอภาคเท่าเทียม เราจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีที่จะจัดการ
กับความขัดแย้งเหล่านี้ คุณจะตำหนิเขาอย่างไร โดยที่ไม่ใช้คำพูด ถากถางเขา
คุณจะขอร้องเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอย่างไรโดยไม่มีการ ข่มขู่
หรือทะเลาะกันด้วยวิธีไหนด้วยคำพูดและการกระทำแบบใดที่
จะไม่ทำให้คุณเสียใจภายหลัง

ติเตียนโดยไม่ใช้คำพูดที่รุนแรง

         
วิธีนี้เราควรฝึกฝนไว้ใช้กับทุกๆเรื่องในชีวิตประจำวัน
ลองนึกดูสิว่าถ้าเจ้านายของคุณ ตำหนิคุณเรื่อง
งานโดยใช้คำพูดที่คุณฟังแล้วไม่รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่า
ถ้าเป็นแบบนั้นคุณก็จะไม่รู้สึกเครียดเลย หรือการที่คุณ
สามารถบอกคนรักได้ว่าคุณไม่พอใจที่เขาทิ้งกางเกงในเกะกะบนพื้น
โดยไม่ใช้คำพูดถากถางเขา สิ่งที่ควร ทำคือคุณควรรู้จักยั้งคำพูดเอาไว้บ้าง
ไม่ใช่ว่าระเบิดออกไปอย่างกราดเกรี้ยว แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเรา
แนะให้คุณเก็บกดความโกรธเอาไว้นะ
คุณสามารถบอกคนรักเข้าใจความรู้สึกของคุณโดยนำการกระทำ
และความรู้สึกมาผูกไว้ในประโยคคำพูด เช่น “เวลาคุณ(การกระทำของเขา)
ฉันรู้สึก(ความรู้สึกของคุณ)” โดยคุณเพียงแต่เติมคำลงในวงเล็บ
ซึ่งควรเป็นคำพูดที่ตรงและเห็นภาพได้ เช่น “เมื่อคุณทิ้งกางเกงในเกะ กะบนพื้น
มันทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิด” พยายามหลีกเลี่ยงคำพูดใดๆ
ที่จะไปพาดพิงถึงแรงจูงใจใดๆ ของ ผู้กระทำ เช่น
“เมื่อคุณทิ้งกาเกางชั้นในเกะกะบนพื้น
มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นทาสของคุณที่ต้องคอย ตามเก็บ”
พูดอะไรให้มันตรงประเด็นและเข้าใจได้ง่าย

หลีกเลี่ยงการพูดจาดูแคลน

         
การพูดจาดูถูกกันไม่ได้เป็นผลดีอะไรขึ้นเลย
รวมถึงแววตาที่แสดงความรังเกียจสะอิดสะเอียน หรือ คำพูดที่ออกแนวเยาะเย้ย
สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณร้ายส่อว่าชีวิตคู่มีปัญหาขนาดหนักที่คุณจำเป็นต้องเปิดอก
คุยกันแล้ว อย่าเพิกเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้
หากคุณเริ่มรู้สึกว่าตัวเองพูดจาเชิงเยาะเย้ยคนรักเมื่อใด เมื่อนั้น
คุณควรสำรวจทบทวนความรู้สึกของตนเองได้แล้ว
คุณกำลังคิดว่าไม่ว่าเขาทำอะไรมันก็ผิดไปหมด แล้ว สิ่งที่คุณทำนั้น
มันถูกทุกอย่างแล้วเหรอ คุณควรมองพฤติกรรมของคนรักในแง่มุมอื่นๆดูบ้าง


โทษที่การกระทำ ไม่ใช่ที่ตัวผู้กระทำ

            
การกล่าวโทษว่าตัวเขาน่ะผิด ไม่ใช่การกระทำของเขาที่ผิด จะนำไปสู่ปัญหาได้
ซึ่งเราก็โทษกันแบบ นี้อยู่บ่อยๆ “คุณไม่เคยเห็นคุณค่าของฉันเลย”
ไม่มีใครพอใจที่ถูกกล่าวหาอย่างนั้นหรอก และคนเราเมื่อ
ถูกกล่าวหาก็จะต้องพูดจาปกป้องตัวเอง
ดังนั้นเมื่อคุณรู้สึกโกรธและอยากจะระบายออกมา คุณควรจะสงบ
สติอารมณ์และคิดมุ่งไปที่ตัวปัญหา ถ้าคุณอยากให้เขารู้ถึงความรู้สึกของคุณ
ก็ควรใช้คำพูดที่บ่งถึงการ กระทำของเขาที่กระทบความรู้สึกของคุณ
พูดเฉพาะการกระทำที่ทำให้คุณโกรธแทนที่จะพูดว่า “เวลา
คุณโมโหนี่เหมือนวัวบ้าเลยนะ” ควรพูดว่า “เวลาคุณโมโหขึ้นมาฉันรู้สึกกลัวค่ะ”


พูดกันให้เข้าใจ

         
ความมั่นคงทางอารมณ์นั้น
เกี่ยวข้องกับการเข้าใจในความรู้สึกของตัวคุณเอง และสามารถแสดงมัน
ออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ไปพาลโทษสิ่งอื่นใด
และมีความสามารถที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหานั้นๆได้
คู่รักที่รู้จักสงบสติอารมณ์และหลีกเลี่ยงการขัดแย้ง
โดยรู้จักการประนีประนอมก็จะอยู่กันได้อย่างมีความสุข
แต่การประนีประนอมอาจเป็นไปได้โดยไม่ราบรื่น หากอีกฝ่ายหนึ่งนิ่งเฉย
ไม่ยอมให้ความร่วมมือด้วย
โดยการไม่พูดการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเงียบเฉยไม่ยอมพูดจาปรับความเข้าใจกัน
ก็จะทำให้ความสัมพันธ์จบ ลงได้


ขจัดความคิดทางลบ

             
ความคิดในเชิงลบอาจทำให้ชีวิตรักพังพินาศได้
หากแฟนของคุณเต้นรำใกล้ชิดติดร่างเพื่อนสนิท ของคุณเกินไปสักหน่อย
มันไม่ได้หมายความว่าเขากำลังพยายามลวนลามเธอ และหมดรักคุณแล้ว
พึงจำไว้ว่าการกระทำที่ไม่ดีเพียงครั้งเดียยว
ไม่ได้ทำให้คนคนนั้นกลายเป็นคนเลวไปเลย ขจัดความคิดในนเชิง
ลบออกไปจากหัวสมองของคุณเสียก่อนที่มันจะสายเกินไป


ไว้ใจในญาณสังหรณ์

ญาณสังหรณ์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในทางอารมณ์แห่งความสัมพันธ์นั้นอาจเกิดขึ้นได้
แต่ก็อาจจะ แปรปรวนกลายเป็นเรื่องประสาทๆ หวาดระแวงได้ง่ายเช่นกัน
อย่างถ้าคุณกำลังถกเถียงกันอยู่ และคู่รัก
ของคุณกล่าวหาว่าคุณเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
ก็จงหาแก่นของความจริงในสิ่งที่อาจดูเหมือนว่าเป็นความ
หวาดระแวงจนเกินเหตุนั้น บางทีคุณอาจจะเพิ่งโมโหโกรธาในเรื่องขี้ประติ๋ว
(ที่อาจจะไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่ถกเถียงอยู่เลย)
จนทำให้อารมณ์ของคุณมีความเคลื่อนไหวไปในทางลย
คู่ของคุณเขาก็จะรู้สึกได้ถึงความ เฉยเมยในอารมณ์นั้นของคุณ
ก็เลยทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่


ควบคุมความโกรธ

           
ความโกรธเป็นสิ่งที่เราต้องระบายมันออกมา
แต่การระเบิดความโกรธอย่างเดือดดาลนั้นไม่เป็นผลดี แต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม การสะกดกลั้นมันเอาไว้ก็เป็นโทษได้เช่นกัน
จากการวิจัยพบว่ายิ่งเก็บความโกรธไว้มากเท่าไหร่
ก็จะนำไปสู่การระเบิดทางอารมณ์ที่รุนแรงมากเท่านั้น
วิธีการจัดการกับความโกรธก็คือการสงบสติอารมณ์โดยเบนความสนใจไปที่สิ่งอื่น
เช่น เลี่ยงออกไป เดินข้างนอกเสียและคิดถึงเรื่องอื่นๆแทน
พอคุณเริ่มสงบลงก็กลับมาพูดกันใหม่ โดยใช้เหตุผล อย่าให้อารมณ์รุนแรงมาแทรก

ถ้าปรับความเข้าใจกันได้ก็จะใกล้ชิดกันมากขึ้น
ถ้าคุณฝึกทักษะเหล่านี้ได้สำเร็จ
บทเรียนที่คุณจะได้รับนอกจากคุณสามารถสร้างการสื่อสารที่เยี่ยม ยอดแล้ว
คุณยังได้รับความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นรางวัล
เพราะเมื่อคุณสามารถบอกคนรักได้ถึงความรู้สึกของคุณ
และรับฟังความรู้สึกของเขาได้เช่นกัน ความใกล้ชิดก็จะบังเกิดขึ้น
และเมื่อนั้นคุณและคนรักก็จะรู้สึกถึงความมั่นคง
ซึ่งทั้งหมดนี้แหละที่เรียกว่า
รักแท้

ความรู้18 October, 2006 21:49


ท่านทราบไหมว่า…………อุตสาหกรรมการเพาะเห็ดในช่วงปีค.ศ. 1991-1994 ได้เพิ่มขึ้นถึง 30.5 % และมี

เห็ดเพียง 10 ชนิดที่มีการเพาะกันมากถึง 95% ของเห็ดทั้งหมด 6 อันดับแรกได้แก่ เห็ดกระดุม (Agaricus) เห็ด

หอม (Lentinula) กลุ่มเห็ดนางรม เห็ดเป๋าฮื้อ (Pleurotus) เห็ดหูหนู (Auricularia) เห็ดฟาง (Volvariella) และ

เห็ด Flammulina ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บริโภคเป็นอาหาร

นอกจากจะบริโภคเห็ดเป็นอาหาร (food) ได้แล้ว ยังมีเห็ดบางชนิดที่จัดเป็นอาหารเสริม (dietary supplement)

และมีการผลิตสารสกัดจากเห็ดอีกด้วย ปัจจุบันเรียกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสารสกัดว่า nutriceutical เห็ดบางชนิด

มีสรรพ-คุณเป็นยา มีการทำการสกัดสารบริสุทธิ์จากเห็ดใช้เป็นยาเรียกผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ว่า pharmaceutica

ตัวอย่างเห็ดที่มีการใช้เป็นยารักษาโรค

ชนิดของเห็ด สรรพคุณ

Auricularia

เห็ดหูหนู  รักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง

Tremella fusiformis Berk

เห็ดหูหนูขาว บำรุงปอดและไต

Volvariella volvacea

เห็ดฟาง ช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล

Lentinula edodes

เห็ดหอม ช่วยป้องกันโรคกระดูกอ่อนและลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร

รักษาโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น มะเร็ง เอดส์ ภูมิแพ้บางชนิด

Ganoderma lucidum

เห็ดหลินจือ ประเทศจีนใช้เป็นยาอายุวัฒนะ

ในประเทศญี่ปุ่นจัดเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่ใช้ควบคู่กับการรักษาโรคมะเร็ง

ใช้รักษาโรคผู้สูงอายุ เช่นโรคหัวใจ (coronary heart disease)

โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis)

โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง

ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ

ใช้เป็นยาระบาย

ใช้แก้พิษจากเห็ดที่มีพิษ

ความเจริญก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีการวิเคราะห์และทางเทคโนโลยีชีวภาพได้ช่วยให้นัก วิจัยสามารถศึกษา

สารสำคัญที่ ออกฤทธิ์เป็นยาในเห็ดได้มากยิ่ง ขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 10-20 ปีที่ ผ่านมา เห็ดจัดอยู่ในกลุ่มของรา

ประเภทหนึ่ง จากการศึกษาใน ห้องปฏิบัติการและในการศึกษา ทางคลินิก พบว่ามีสารบางอย่าง ซึ่งช่วยกระตุ้น

การทำงานของ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและ บางชนิดยับยั้งการเจริญของก้อน เนื้องอก โดยเฉพาะสารจำพวก

polysaccharide และ protein- bound polysaccharide

การค้นพบสารสำคัญที่มีคุณสมบัติเป็นยานี่เองที่ทำให้นักวิจัยทำการ ค้นคว้าหาวิธีการผลิตสารนี้ให้ได้ปริมาณ

มากด้วยวิธีที่ง่ายกว่าเดิม สารที่ศึกษานั้นเริ่มต้นจากการ ศึกษาในดอกเห็ดซึ่งเมื่อคิดถึง ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเพาะ

เห็ดจนกระทั่งสกัดสารนั้นมาใช้ ประโยชน์แล้ว กลับพบว่าต้องใช้เวลานานเป็นเดือนและมักได้ดอกเห็ดขนาดเล็กๆ

จำเป็นต้องใช้พื้น ที่ในการเพาะปลูกมาก ดังนั้น นักวิจัยจึงได้หาวิธีให้เห็ดสร้างสาร ได้เร็วขึ้นในพื้นที่ที่จำกัด พร้อม

ทั้งสามารถสกัด สารบริสุทธิ์ได้อีกด้วย วิธีหนึ่ง ที่เริ่มมีการนำมาใช้มากคือ การเลี้ยงเส้นใยเห็ด (mycelium)

ตัวอย่างสาร polysaccharide ที่พบในเห็ด

Polysaccharide  ชนิดของเห็ด การออกฤทธิ์  

Lentinan Lentinula edodes เห็ดหอม ยับยั้งการเจริญของ HIV virus เพิ่มการสร้างภูมิคุ้มกัน

ของร่างกาย

LEM (protein-bound polysaccharide) Lentinula edodes ช่วยรักษาโรคตับอักเสบชนิดเรื้อรังในสัตว์ทดลองมี

antitumor activity ในคนและสัตว์ โดยกระตุ้น

การสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย  

PSK / Krestin (protein-bound polysaccharide) Trametes versicolor ช่วยยืดอายุของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง

Polysaccharide Pleurotus ostreatus (Jacq.:Fr.) Qu้l ลดระดับคอเลสเตอรอลในสัตว์ทดลอง

Polysaccharide Grifola frondosa ยับยั้งการเจริญของก้อนเนื้องอก  

Polysaccharide Ganoderma lucidum ยับยั้งการเจริญของก้อนเนื้องอก กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย  

เห็ดที่พบว่ามีการใช้เป็นยามากที่สุดและพบในแทบทุกทวีปทั่วโลกคือ Ganoderma lucidum หรือเห็ดหลินจือ

มีการผลิตในรูปยาเม็ด ยาน้ำจากสารสกัด ยาฉีด ชาชงและในรูปทิงเจอร์ ที่พบมากเป็นยาเม็ด ชาชงและยาน้ำจากสาร

สกัด โดยใช้เป็นยาชูกำลัง ใช้เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ ใช้เป็นanti-aging และเสริมสร้างสุขภาพ เห็ดหลินจือประกอบ

ด้วยสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคต่างๆ มากมาย ดังได้กล่าวไว้แล้วใน R&D Newsletter ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ปี 2539

นักวิจัยได้ให้ความสนใจกับเห็ดที่สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งและโรคเอดส์เป็นพิเศษ เนื่องจากยังไม่มียาใด

ที่สามารถใช้รักษาโรคทั้งสองให้หายขาดได้ ส่วนยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลกับคนไข้ทุกรายไป ดังนั้น

เมื่อมีการพบสารสำคัญที่ผลิตได้โดยเส้นใยแล้ว จึงมีการวิจัยหาวิธีผลิตให้ได้ปริมาณมากโดยการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ

เข้ามาช่วย 

ความรู้ 21:46


****************************************
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเห็ดครับ..
****************************************

1. เห็ด อาหารมหัศจรรย์

ว่าเห็ดเป็นอาหารมหัศจรรย์นั้น
จากฤดูการเกิดก็ไม่เหมือนกับพืชผักชนิดอื่นๆ ใช้เวลาเพาะเพียงสั้นๆ
แต่ได้จำนวนมากมายดาษดื่น
ถึงเวลางอกงามแต่ละทีก็ผุดขึ้นราวกับตั้งนาฬิกาปลุกธรรมชาติ
พอใกล้เวลาก็มุดหายลงดิน เก็บตัวเงียบรอเวลาอีกครั้ง
คนเก็บจะต้องมีความชำนาญ รู้ลักษณะ รู้ชนิด รู้ต้นตอแหล่งกำเนิด
เพราะเห็ดบางชนิดเห็นหน้าตาสวยงาม อาจกลายเป็นเห็ดมีพิษ
ใครไม่รู้จริงเผลอนำไปรับประทานเป็นได้เดือดร้อนกันแน่

ปัจจุบันเห็ดที่เรานิยมรับประทานกันมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบสด
บรรจุกระป๋อง หรือแม้แต่เห็ดตากแห้ง
ความนิยมในการรับประทานมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปแบบ
และรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาหารประเภทพืชผักด้วยกัน
รวมทั้งการที่คนหันมานิยมรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติกันมากขึ้นก็ทำให้เห็ดถูกนำมาใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์มากขึ้นตามไปด้วย
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าเห็ดมีคุณสมบัติป้องกันโรคได้

ในประเทศจีน และญี่ปุ่น นิยมนำเห็ดมาปรุงเป็นน้ำแกง น้ำชา ยาบำรุงร่างกาย
และยารักษาโรคต่างๆ มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมากว่า 30
ปียืนยันว่า ในเห็ดมีสารบางอย่าง ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ และช่วยในการต้านมะเร็งหลายๆ
ชนิดด้วย

ในสหรัฐอเมริกาก็มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดเช่นกัน ได้ผลออกมายืนยันการค้นพบแบบเดียวกับชาวเอเชีย
แต่สำหรับการวิจัยถึงผลการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคนั้น ยังคงอยู่ในขั้นแรกๆ
เท่านั้น

เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์เพื่อการวิจัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหาร
และหาได้ง่าย เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือแชมปิญอง เห็ดนางรม
เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู หรือ เห็ดหลินจือ อย่างเมื่อเร็วๆ
นี้ มีผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดแชมปิญอง (White mushroom)
มีบทบาทช่วยในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด
เมื่อเทียบกับเห็ดรับประทานได้ชนิดอื่นๆ
โดยสารบางอย่างในเห็ดชนิดนี้ไปช่วยยับยั้งเอ็นไซม์ aromatase
ทำให้เกิดการยับยั้งการแปรฮอร์โมนแอนโดรเจน ให้กลายเป็นเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมด
ประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง
ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม ให้น้อยลงตามไปด้วย

ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอม
ให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ (mega-sugar) ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคนส์
(beta-glucans) ถึง 2 ชนิด ได้แก่ lentinan และ LEM (Lentinula edodes
mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ
และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan
กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัด ก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง
และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด ก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย

ขณะนี้ทีมวิจัยในญี่ปุ่น กำลังมองหาความเป็นไปได้ในการใช้ LEM
ที่ได้จากเห็ดหอมมาบำบัดผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และยังพบอีกว่า
สารสกัดจากเห็ดหอมอีกตัวหนึ่ง ชื่อ eritadenine
เป็นตัวช่วยลดปริมาณไขมันในเลือด และระดับโคเลสเตอรอลให้กับร่างกายได้อีกด้วย


หลากหลายพันธุ์เห็ดรสอร่อย

เห็ดนำมาปรุงอาหารให้อร่อยได้หลากหลายวิธี ทั้งต้มน้ำแกง ผัด ยำ ย่าง หรือทอด ที่เห็นมากในบ้านเรา ได้แก่

เห็ดหอม มีทั้งแบบเนื้อบางและหนา
คนนิยมนำเห็ดหอมตากแห้งมาปรุงอาหาร เพราะให้กลิ่นหอมมากกว่าแบบสด
ซึ่งก่อนปรุงต้องลวกในน้ำเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง หรือแช่น้ำอุ่นประมาณ
2-3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน ช่วยให้เนื้อเห็ดนุ่มขึ้น
น้ำแช่เห็ดหอมนี้ยังเก็บเอาไปทำเป็นน้ำสต๊อกปรุงรสอาหารได้ด้วย
คนนิยมนำมาปรุงอาหารเจ เพราะเนื้อนุ่มเหนียวและกลิ่นหอมชวนกิน
ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารตำรับ “อมตะ”
เพราะคุณสมบัติความเป็นยาบำรุงกำลัง และบรรเทาอาการไข้หวัด
การไหลเวียนเลือดไม่ดี ปวดกระเพาะอาหาร รวมทั้งอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย
ซึ่งเห็ดหอมนี้จะให้โปรตีนได้มากกว่าเห็ดแชมปิญองถึง 2 เท่าเลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังอุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบี ซีลีเนียม และธาตุอื่นๆ
ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ช่วยบำรุงกระดูกแข็งแรง ลดไขมันในเลือด
และต้านโคเลสเตอรอล


เห็ดหูหนูดำนอกจากเห็ดหูหนูดำแล้วยังมีเห็ดหูหนูขาว เนื้อกรุบกรอบคล้ายๆ
กัน แถมยังมีสีขาวน่ารับประทานมากกว่า
ตามร้านเย็นตาโฟนิยมนำมาใช้แทนแมงกะพรุน
หรือต้มเป็นสุกี้หรือทำยำรวมมิตรก็อร่อยไม่น้อย

เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และเห็ดเป๋าฮื้อ
เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อๆ คล้ายพัด
เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้าจะมีสีขาวอมน้ำตาล
ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำและเนื้อเหนียวหนา
และนุ่มอร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า
จึงมักถูกจัดเป็นอาหารจานหรูเมนูจักรพรรดิ์
ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนเลือด
และโรคกระเพาะอาหาร เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางรมผิวเรียบนุ่ม รสชาติก็นุ่ม
นำมาปรุงได้หลายแบบทั้งผัด ชุบแป้งทอด หรือแม้แต่ย่างก็ให้รสชาติดี
แต่ไม่ควรใช้ไฟแรงเพราะจะทำให้เนื้อสัมผัสหมดไป


เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว
ส่วนหมวกสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดตลอดทั้งปี
ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด
เชื่อว่าหากรับประทานประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อต่างๆ
แต่ก็ไม่ควรรับประทานสด ๆ เพราะมีสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร
ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการผื่นคันต่าง ๆ


เห็ดหลินจือ นอกจากใช้รับประทานแล้ว
ปัจจุบันยังมีการนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางอีกด้วย
เพราะมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย
และกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัส แถมยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ ลดความดันเลือด
แก้ปวดศีรษะ รวมทั้งลดไขมันในเส้นเลือดด้วย


เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็กๆ ขึ้นติดกันเป็นแพ รสชาติเหนียวนุ่ม
นำมารับประทานแบบสดๆ ใส่กับสลัดผักก็ได้ ถ้าชอบสุกก็นำไปย่าง
ผัดหรือลวกแบบสุกี้

เห็ดกระดุม หรือเห็ดแชมปิญอง รูปร่างกลมมน ผิวเนื้อนุ่มนวล มีให้เลือกทั้งแบบสด หรือบรรจุกระป๋อง


นานาสารอาหารจากเห็ด

เห็ดเป็นอาหารที่ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาล และเกลือต่ำมาก
แถมยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงเมื่อเทียบกับโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์
มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี วิตามินบีรวม ซีลีเนียม
โปแตสเซียม และทองแดง
จึงเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงที่ควรเลือกรับประทานเป็นประจำ


ซีลีเนียม

เป็นสารอาหารที่ช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับวิตามินอี
ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและโรคภัยต่างๆ ที่มากับวัยสูงอายุ
เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ การรับประทานเห็ดหอม (ชิ้นขนาดกลางๆ 5 ชิ้น)
จะให้ซีลีเนียมประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน
นอกจากในเห็ดแล้ว ยังมีอยู่ในธัญพืช และเนื้อสัตว์ด้วย


โปแตสเซียม
เป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ
ความสมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาทต่างๆ ทาง
FDA
ของสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่าการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของโปแตสเซียมจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความดันเลือดสูง
และอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งในเห็ดนั้นมีโปแตสเซียมสูง และโซเดียมต่ำ
การรับประทานอาหารที่ปรุงจากเห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง 1
จานจะให้โปแตสเซียมได้พอๆ กับส้มหรือมะเขือเทศลูกโตๆ เลยทีเดียว


วิตามินบีรวม
ในเห็ดขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบีรวม
ไม่ว่าจะเป็น ไรโบฟลาวิน (ที่นอกจากจะได้จากเห็ดแล้ว
ยังมีมากในเครื่องในสัตว์ นม ไข่ และเต้าหู้)
ช่วยบำรุงสุขภาพผิวพรรณและการมองเห็น ขณะที่ไนอาซิน (ยังพบมากในปลาทูน่า
เนื้อแดง ถั่วลิสง และอะโวคาโด) จะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร
และระบบประสาท สถาบันอาหารแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณไว้ว่า
การรับประทานเห็ดแชมปิญองขนาดกลางๆ 5 ชิ้น จะได้ปริมาณไรโบฟลาวินมากพอๆ
กับการดื่มนมสดถึง 8 ออนซ์


ทองแดง
เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเช่นเดียวกัน เพื่อมาช่วยเสริมการทำงานของธาตุเหล็ก

เห็ดโคน เป็นเห็ดหายาก รสอร่อย ที่จะมีให้รับประทานเฉพาะในหน้าฝน บางคนจึงนิยมนำมาทำเป็นเห็ดดองเพื่อเก็บไว้รับประทานตลอดปี

….แล้วคุณล่ะคะ ชอบรับประทานเห็ดชนิดไหน
อย่าลืมเลือกสรรเห็ดมาปรุงอาหารอร่อยๆ กันเป็นประจำ
เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณและครอบครัว

**************************************************

ความคิด 14:02

ใครที่ยังลังเลที่จะตอบแทนพระคุณพ่อ-แม่ อ่านไว้ เวลามีไม่มาก รีบ ๆ เข้าเรื่องจริงจาก รร.อัญสัมชัญแล้วจะกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ …… 

เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ "มิสอุไรพร" ครูที่มีจิตวิทยาสูงในการสอนเด็ก                    

รักใดไหนเล่าเท่ารักแม่…วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของแม่ที่ลูกทุกคนควรอ่าน!

ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539

“มิสคะ  ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ”                    

โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร ครูสาวประจำระดับชั้นป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย                     เพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่งเพียงท่านเดียวในวันนี้ 

เอ…ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ                    

เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์ ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน หากรู้สึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรก เข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้                    

หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จมิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง ภาพแรกที่ได้เห็นชัด ๆ ทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม คุณแม่มาปรึกษาเรื่องการเรียนของลูก เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปีเมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา 

"ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียม กลัวโดนเพื่อนล้อแม่มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำว่าแม่แขนเดียว แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา"                    

น้ำเสียงของคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม  เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมดครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการเรื่องที่ลูก ไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว  หากปล่อยเรื่องนี้ไป…..ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า  ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย                    

ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน                     

เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้…                    

วันที่  21 สิงหาคม พ.ศ.2536  หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน…ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ  คุณแม่  และลูกชายอีกสามคนพวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ  โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน  ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก                    

ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว 25 ซม. คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่  และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก               

“ถ้าเป็นพวกคุณ น้องตกลงไปอย่างนี้คุณจะทำอย่างไร”

 มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม มองหน้าเด็กนักเรียน ทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะ “ลูกชาย” ของคุณแม่ท่านนั้น 

“ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย คิดไม่ทันใช่มั้ย แต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร” 

คุณแม่ไม่ยอม  เสียเวลาคิดอะไรเลย  ท่านรีบยึดดึงตัวลูกเอาไว้แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน…ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป…คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที  แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง…แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง!                   

คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด…เลือดของแม่…ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อยและบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก…แต่ไม่ขาด ไม่ขาด…เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน…ไม่ขาด…เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ มือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น…ไม่ยอมปล่อย… 

คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงาน พร้อม ๆ กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่ ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!                    

คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อยแต่…มันสายเกินไปแล้ว! สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที 

ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหักต้องอยู่โรงพยาบาลนานราวสามเดือนจึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ 

 มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆห้องถามขึ้นอีกว่า 
“นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ” 
“กล้าหาญมาก” เด็ก ๆ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า 
หลาย ๆ คนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า 
มิสมองหน้า “ลูกชาย” ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า                    

“นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เองไหน ใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ”

เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

“วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้านมิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่าพวกเราชื่นชม และยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา” 
“จริงครับ ๆ ใช่ครับ ๆ” เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน 
“มิสได้ทราบมาว่ามีหลาย ๆ คนไปล้อเลียนเพื่อน ไหน คนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ” 

มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยน ถามว่า 
“ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ” 
เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้ว กล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ ครูสาวน้ำตาคลอยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดีหนักใจอยู่เหมือนกันว่า 

หากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใครยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน…จะทำอย่างไร? 
เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญและจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง 

ใครเล่า…จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่นในหัวใจเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่ง ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด 
หากบัดนี้…ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว เหลือเพียงความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น 

เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัว “ลูกชาย” เข้าไปคุยอีกครั้ง 
“วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ” 
เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า 
“ผม…ผมจะไปขอโทษคุณแม่แล้ว…แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ” 

รู้มั้ยน้ำนมหยดหนึ่งซึ่งไหลมาต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไหร่ บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน ว่ารักท่านมากมาย กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย

กอดเลยไม่ต้องอาย ก่อนไม่มีแม่ให้กอด…

FW MAIL

ความคิด17 October, 2006 10:03

ในค่ำคืนนึง… หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว

คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบแล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก

ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้

พ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า

ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม…

คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที

และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที

จนลูกอุทธรณ์ ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่า เป็นอะไร

เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือ เหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง

คุณพ่อหัวเราะ ! ! ! แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย

ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที

ลูกว่าหนูรู้แล้วไม่อยากดูค่ะ

คุณพ่อว่า เอ้า… เขกพื้น 1 ทีก็ได้

ลูกก็บอก ว่าทราบแล้วไม่อยากดูอีกเบื่อ

คุณพ่อว่าให้ดูฟรีๆ ก็ได้

แล้วก็แบมือออก ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง

คุณพ่อเลยสอนว่า

“ นี่ละลูก อะไรที่เป็นความลับคนมักยอม ทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู อยากรู้ อยากเห็น

แต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อย ๆ แล้วก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย

แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร

ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก”

ขอบคุณไปยังผู่ส่ง mail มาให้ครับ…

Blogged with Flock