ความรู้29 January, 2007 16:45

(๓)

       
 ประเพณีทำสงครามแต่โบราณ  ถ้าตีบ้านเมืองได้ด้วยรบพุ่ง
ฝ่ายชนะย่อมจับชาวเมืองทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิงเป็นเชลยไม่เลือกหน้า
 และปล่อยให้พวกทหารเก็บเอาทรัพย์สมบัติของชาวเมืองได้ตามชอบใจ
 บางทีก็เลยเผาบ้านเมืองเสียด้วย  ถ้าหากว่ายอมแพ้แต่โดยดี
ก็ไม่ริบทรัพย์จับชาวเมืองเป็นเชลย
 เป็นแต่เก็บเครื่องศัสตราวุธและเกณฑ์เอาของบางสิ่งซึ่งต้องการ
 แล้วใช้ชาวเมืองทำการต่างๆให้กองทัพ เช่น
เป็นกรรมกรหาบขนและปลูกสร้างเป็นต้น  ให้มูลนายควบคุมอยู่อย่างเดิม  

       
 เมื่อเสียเมืองเหนือครั้งนั้นเห็นจะยับเยินป่นปี้แต่เมืองกำแพงเพชรกับ
เมืองสุโขทัยซึ่งข้าศึกตีได้  แต่เมืองอื่นยอมอ่อนน้อมโดยดี
 พระเจ้าหงสาวดีจึงให้พระมหาธรรมราชากับเจ้าเมืองกรมการกระทำสัตย์แล้ว
 ให้บังคับบัญชาผู้คนพลเมืองอยู่ตามเดิม
 ให้ไทยชาวเมืองเหนือเป็นพนักงานทำการโยธาให้กองทัพ
 และให้เกณฑ์เรือในเมืองเหนือมารวมกันจัดเป็นกองทัพเรือขึ้นอีกทัพ ๑
 ให้พระเจ้าแปรยกลงมาทางลำแม่น้ำ  ส่วนกองทัพบกให้พระมหาอุปราชาเป็นปีกขวา
 พระเจ้าอังวะเป็นปีกซ้าย  พระเจ้าตองอูเป็นกองกลาง
 และกองทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดีหนุนตามลงมายังกรุงศรีอยุธยา
 พระเจ้าหงสาวดีเอาพระมหาธรรมราชากับพระยาสวรรคโลกและพระยาพิชัยมาด้วยใน
กองทัพหลวง

       
 ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเมื่อรู้ว่าข้าศึกเปลี่ยนกระบวนไปตีเมืองเหนือ
 มิได้ยกตรงมากรุงศรีอยุธยาดังคาด
 ก็รีบจัดกองทัพให้พระราเมศวรราชโอรสขึ้นไปช่วยเมืองเหนือ
 ได้รบกับข้าศึกที่เมืองชัยนาท  ทานข้าศึกไว้ได้พักหนึ่ง
 แต่เมื่อกองทัพเรือของข้าศึกยกมาช่วยรบสู้ไม่ไหวก็ต้องล่าถอยกลับลงมา  

         พระเจ้าหงสาวดียกลงมาถึงพระนครศรีอยุธยา
 ให้ตีป้อมที่ตั้งรายรอบนอกพระนครได้ทั้งหมด
 แล้วเข้าตั้งล้อมถึงชานพระนคร
 มีราชสาส์นถามสมเด็จพระมหาจักรพรรดิว่าจะสู้รบต่อไปหรือจะยอมเป็นไมตรีโดย
ดี  ถ้ายอมเป็นไมตรีก็จะให้คงเป็นบ้านเมืองต่อไป  ถ้าขืนต่อสู้
ตีพระนครได้จะเอาเป็นเมืองเชลย  

       
 ครั้งนั้นไทยเพิ่งแพ้ศึกใหญ่เป็นครั้งแรกคงเป็นเวลากำลังท้อใจ
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิตรัสปรึกษาข้าราชการเห็นว่าไม่มีทางที่จะเอาชนะ
ข้าศึกได้แล้ว  ควรยอมเป็นไมตรีเสียโดยดี  ถึงจะต้องเสียสินไหมอย่างไรบ้าง
ก็ยังมีปริมาณ  ดีกว่าให้ข้าศึกล้างผลาญบ้านเมืองฉิบหายหมด
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงรับเป็นไมตรี  คือยอมแพ้แต่โดยดี
 ให้ปลูกพลับพลาขึ้นข้างนอกพระนครที่ริมวัดช้าง
 ระหว่างที่ตั้งกองทัพหลวงของข้าศึกกับคูเมืองทางด้านเหนือ
 แล้วสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าบุเรงนอง
 เสด็จไปพบกันที่พลับพลานั้น  พระเจ้าหงสาวดีเรียกค่าไถ่เมืองตามปรารถนา
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ต้องยอม  

       
 ข้อความที่ตกลงกันเมื่อทำสัญญาเลิกสงครามครั้งนั้น  
ในพงศาวดารไทยกับพงศาวดารพม่าว่าผิดกันเป็นข้อสำคัญบางข้อ
 ในพงศาวดารไทยว่า  เดิมพระเจ้าหงสาวดีขอช้างเผือกแต่ ๒ ช้างเพิ่มขึ้นเป็น
๔ ช้าง  กับขอตัวพระราเมศวรกับพระยาจักรีและพระสุนทรสงคราม
 ซึ่งเป็นตัวหัวหน้าในการต่อสู้ ๓ คนเอาไปเมืองหงสาวดี
 ได้แล้วก็เลิกทัพกลับไป

         ในพงศาวดารพม่าว่าขอช้างเผือก ๔
ช้างกับตัวหัวหน้า ๓ คนนั้นเช่นเดียวกับพงศาวดารไทย
 แต่ยังทีอย่างอื่นต่อออกไปอีก  คือว่าให้ไทยส่งส่วยช้างปีละ ๓๐ เชือก
 เงินปีละ ๓๐๐ ชั่ง  กับทั้งเงินอากรค่าปากเรือบรรดาที่เก็บได้ ณ
เมืองมะริด ถวายพระเจ้าหงสาวดีเสมอไป  และยังมีข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นอีก
 ว่าครั้งนั้นเมื่อพระเจ้าหงสาวดีจะเลิกทัพกลับไป
 เชิญสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปเมืองหงสาวดีด้วย
 เพราะฉะนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงต้องมอบสมบัติให้พระมหินทรฯราชโอรส
ครองกรุงศรีอยุธยา  ในพงศาวดารพม่ายังพรรณนาต่อไปว่า
 เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จไปถึงเมืองหงสาวดี
 พระเจ้าหงสาวดีให้ทำวังสร้างตำหนักอยางราชมนเทียรประทานเป็นที่ประทับ
 และว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จออกไปอยู่เมืองหงสาวดีได้สัก ๒ ปี
 สมัครออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
 เมื่อทรงผนวชแล้วพระเจ้าหงสาวดีจึงปล่อยให้เสด็จกลับเมืองไทย

   
     ความตอนนี้ในพงศาวดารไทยว่า  เมื่อเสร็จศึกครั้งนั้นแล้ว
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงมอบเวนราชสมบัติให้สมเด็จพระมหินทราธิราชครอง
กรุงศรีอยุธยา  ส่วนพระองค์เสด็จออกไปประทับอยู่ ณ วังหลัง
 และต่อมาเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ

       
 ความที่แตกต่างกันนี้พิจารณาประกอบกับเหตุการณ์ที่มีต่อมา
 เห็นว่าความจริงน่าจะเป็นอย่างพม่าว่า
 คือพระเจ้าหงสาวดีเชิญสมเด็จพระมหาจักรพรรดิออกไปอยู่เมืองหงสาวดีอย่าง
เป็นตัวจำนำอยู่สักสองสามปี  

         ใช่แต่เท่านั้น
 เมื่อพระเจ้าหงสาวดีจะเลิกทัพกลับไป
 ตรัสขอสมเด็จพระนเรศวรต่อพระมหาธรรมราชา
 ว่าจะเอาไปเลี้ยงเป็นราชบุตรบุญธรรมด้วย
 แต่ที่จริงก็เอาไปเป็นตัวจำนำสำหรับพระมหาธรรมราชานั่นเอง
 พระมหาธรรมราชก็จำต้องถวาย
 สมเด็จพระนเรศวรจึงต้องเสด็จออกไปอยู่เมืองหงสาวดีเมื่อชันษาได้ ๙ ขวบ
 แต่คงมีผู้หลักผู้ใหญ่และข้าไทยตามไปอยู่ด้วย
 ถึงเวลาเมื่ออยู่ที่เมืองหงสาวดี
 พระเจ้าหงสาวดีก็๕งทรงอุปการะเลี้ยงดูให้อยู่กับเจ้านายรุ่นเดียวกัน
 อันน่าจะมีมากทั้งที่เป็นเชื้อวงศ์ของพระเจ้าหงสาวดี
 และที่ไปจากต่างประเทศเช่นเดียวกับสมเด็จพระนเรศวร
 ได้โอกาสศึกษาและได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีด้วยกันทั้งนั้น

(๔)

       
 ตั้งแต่เสร็จศึกหงสาวดีครั้งที่ ๒
พอสมเด็จพระมหินทราธิราชขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา
 ก็เริ่มรังเกียจกันกับพระมหาธรรมราชา
 ว่าเมื่อยอมแพ้ข้าศึกแล้วประจบประแจงพระเจ้าหงสาวดีเกินกว่าเหตุ
 ฝ่ายพระมหาธรรมราชาก็ไม่นับถือสมเด็จพระมหินทรฯ
มาแต่ก่อนและบางทีจะเคยดูหมิ่นว่าไม่ทรงพระปรีชาสามารถด้วย  

   
     ซ้ำมามีสาเหตุเกิดขึ้นด้วยพระยารามรณรงค์สงคราม
ผู้ว่าราชการเมืองกำแพงเพชรเอาใจออกห่างจากพระมหาธรรมราชา
 ขอลงมารับราชการในกรุงฯ  สมเด็จพระมหินทรฯ ยกย่องความชอบพระยารามฯ
เมื่อครั้งต่อสู้พระเจ้าหงสาวดีให้ว่าที่สมุหนายก
 อันเป็นผู้บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ
 เพราะฉะนั้นรัฐบาลในกรุงฯสั่งราชการบ้านเมืองไปอย่างไร
 เมืองเหนือก็มักโต้แย้งไม่ฟังบังคับบัญชาโดยเคารพเหมือนอย่างเมื่อครั้ง
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  ก็เลยเกิดระแวงสงสัยกันทั้ง ๒ ฝ่าย
 ฝ่ายสมเด็จพระมหินทรฯ สงสัยว่าพระมหาธรรมราชาจะไปเข้ากับพระเจ้าหงสาวดี
 ข้างฝ่ายพระมหาธรรมราชาก็สงสัยว่าสมเด็จพระมหินทรฯคอยหาเหตุจะกำจัดเสีย
จากเมืองเหนือ  

         ความส่อต่อไปอีกอย่าง ๑ ว่า
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิคงต้องออกไปเป็นตัวจำนำอยู่เมืองหงสาวดีจริงดัง
กล่าวในพงศาวดารพม่า
 ถ้าหากเสด็จอยู่ในเมืองไทยก็เห็นจะสามารถสมัครสมานสมเด็จพระมหินทรฯกับพระ
มหาธรรมราชามิให้แตกร้าวกัน
หรือมิฉะนั้นก็อาจกลลับขึ้นครองราชสมบัติแต่ในเวลานั้น
 คงไม่มีเหตุร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นในเวลา ๔ ปีต่อมา
 จนถึงเสียอิสรภาพของเมืองไทย

       
 เริ่มเกิดเหตุตอนนี้ด้วยเมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเลิกทัพกลับไปจาก
เมืองไทย  ไปได้ข่าวว่าพระเจ้าเชียงใหม่เมกุติคบคิดกับพระยานครลำปาง
พระยาแพร่ (เรียกในพงศาวดารพม่าว่าพระยาเชรียง) พระยาน่าน
และพระยาเชียงแสนจะตั้งแข็งเมือง
 พระเจ้าหงสาวดีจึงยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๑๐๗
 ครั้งนั้นพระเจ้าหงสาวดีเกณฑ์กองทัพไทยขึ้นไปช่วยตีเมืองเชียงใหม่ด้วย
 สมเด็จพระมหินทรฯจึงตรัสสั่งให้พระมหาธรรมราชาจัดกองทัพเมืองเหนือขึ้นไป
ช่วยพระเจ้าหงสาวดี  พระมหาธรรมราชาคุมกองทัพขึ้นไปเอง
 ไปถึงเมืองเชียงใหม่เมื่อพระเจ้าหงสาวดีได้เมืองเชียงใหม่แล้ว
 เพราะพระเจ้าเชียงใหม่เมกุติยอมแพ้โดยดี  แต่พระยา ๔ คน
จับได้แต่พระยาเชียงแสน  ที่เหลืออีก ๓
คนหนีไปอยู่กับพระเจ้าลานช้างไชยเชษฐาที่เมืองเวียงจันทน์  

     
   พระมหาธรรมราชาได้เฝ้าพระเจ้าหงสาวดีที่เมืองเชียงใหม่
 พระเจ้าหงสาวดีคงไต่ถามทราบความว่าพระมหาธรรมราชากับพระมหินทรฯเกิดกิน
แหนงกัน  เห็นเป็นช่องที่จะมีอำนาจยิ่งขึ้นในเมืองไทย
 ก็ยกย่องความชอบของพระมหาธรรมราชาที่ขึ้นไปช่วยครั้งนั้น
 รับจะอุดหนุนมิให้ต้องเดือดร้อนในภายหน้า
 พิเคราะห์ความตามเรื่องดูเหมือนพระมหาธรรมราชาจะฝักใฝ่หมายพึ่งพระเจ้าหง
สาวดีแต่นั้นมา  

       
 เมื่อพระเจ้าหงสาวดีพักอยู่ที่เมืองเชียงใหม่
 ได้ข่าวมาจากเมืองหงสาวดีว่าเชลยไทยใหญ่เป็นกบฏขึ้น
 จึงตรัสสั่งให้พระมหาอุปราชายกกองทัพตามพระยาทั้ง ๓ ไปตีเมืองเวียงจันทน์
 แล้วเลิกกองทัพหลวงไปเมืองหงสาวดี
 ส่วนกองทัพพระมหาธรรมราชาก็ให้เลิกกลับมายังเมใองพิษณุโลก
 กิตติศัพท์ที่พระเจ้าหงสาวดีผูกพันทางไมตรีกับพระมหาธรรมราชา
 ทราบมาถึงกรุงศรีอยุธยา  ก็ยิ่งเพิ่มความกินแหนงหนักขึ้น

       
 เมื่อกองทัพหงสาวดียกไปถึงแดนลานช้าง  พระเจ้าไชยเชษฐาต่อสู้
 เห็นเหลือกำลังก็ทิ้งเมืองเวียงจันทน์พากองทัพหลบไปตั้งซุ่มซ่อนอยู่ในป่า
 พระมหาอุปราชาก็ได้เมืองเวียงจันทน์โดยง่าย  แต่เวลานั้นพอเข้าฤดูฝน
ฝนตกชุก  พระมหาอุปราชาไม่สามารถจะยกกองทัพติดตามพระเจ้าไชยเชษฐาต่อไปได้
 ก็ตั้งอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์  

       
 แต่พวกชาวลานช้างคุ้นเคยกับฤดูในถิ่นฐานของตน
 พอเห็นข้าศึกต้องหยุดอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์
 พระเจ้าไชยเชษฐาก็แต่งกองโจรให้แยกย้ายกันไปเที่ยวตีตักลำเลียงเสบียงอาหาร
 จนกองทัพหงสาวดีอดอยากผู้คนเจ็บป่วยล้มตายลงตามกัน
 เมื่อสิ้นฤดูฝนพระมหาอุปราชาไม่มีกำลังพอจะทำสงคราม ต้องล่าทัพกลับไป
 พระเจ้าไชยเชษฐาได้ทีก็ออกติดตามตีข้าศึก เสียรี้พลพาหนะอีกเป็นอันมาก  เป็น
ครั้งแรกที่ปรากฏว่ากองทัพเมืองหงสาวดีครั้งพระเจ้าบุเรงนองต้องล่าหนี
ข้าศึก  ก็เลื่องลือเกียรติพระเจ้าไชยเชษฐาว่าเป็นวีรบุรุษขึ้นในครั้งนั้น

 แต่เมื่อพระมหาอุปราชาล่าทัพกลับไปจากเมืองเวียงจันทน์
 รวบรวมครอบครัวของพระเจ้าไชยเชษฐาทั้งมเหสีเทวีและอุปราชญาติวงศ์ซึ่งตก
อยู่ในเมืองเวียงจันทน์  พาเอาไปเมืองหงสาวดีหมด

       
 พระเจ้าไชยเชษฐากลับมาครองเมืองจึงคิดจะหามเหสีใหม่
 ให้สืบหาราชธิดาในประเทศที่ใกล้เคียง
 ได้ความว่าในกรุงศรีอยุธยามีราชธิดาพระองค์น้อยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
 อันเกิดด้วยพระสุริโยทัยอยู่องค์ ๑  ทรงพระนามว่าพระเทพกษัตรี
 พระเจ้าไชยเชษฐาเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาก็แค้นเคืองเมืองหงสาวดีอยู่เหมือนกัน
 ถ้าเป็นสัมพันธไมตรีกันก็จะได้ช่วยกันต่อสู้ศึกหงสาวดีในวันหน้า
 จึงมีราชสาส์นมายังสมเด็จพระมหินทรฯ
ทูลขอพระเทพกษัตรีไปอภิเษกเป็นพระมเหสี
 ฝ่ายสมเด็จพระมหินทรฯก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน
 จึงอนุญาตด้วยความยินดีที่จะเป็นสัมพันธมิตรกับพระเจ้าไชยเชษฐา  

         กิตติศัพท์ทราบถึงพระมหาธรรมราชา
 ว่าสมเด็จพระมหินทรฯจะทำไมตรีเป็นสัมพันธมิตรกับพระเจ้าไชยเชษฐาก็เกิดวิตก
 ด้วยเกรงว่าพระเจ้าหงสาวดีจะสงสัยรู้ว่าเป็นใจด้วย
 ทั้งวิสุทธิกษัตรีก็เป็นห่วงพระเทพกษัตรีองค์พระกนิษฐา
 เกรงว่าถ้าไปอยู่เมืองเวียงจันทน์จะถูกกวาดเป็นเชลยเอาไปเมืองหงสาวดี
เหมือนกับพระมเหสีองค์ก่อนของพระไชยเชษฐา
 พระมหาธรรมราชาจึงบอกเป็นความลับไปทูลพระเจ้าหงสาวดี
 และแนะให้แต่งกองทหารลอบเข้ามาคอยดักทางชิงพระเทพกษัตรีเอาไปเมืองหงสาวดี
 แต่พระมหาธรรมราชทำไม่รู้เรื่องที่กรุงศรีอยุธยาจะเป็นไมตรีกับเมืองลาน
ช้าง  เพราะสมเด็จพระมหินทรฯมิได้ตรัสบอกให้ทราบ

       
 ฝ่ายพระเจ้าไชยเชษฐาเมื่อสมเด็จพระมหินทรฯยอมยกพระเทพ
กษัตรีรให้ตามความประสงค์  ก็แต่งให้ข้าหลวงลงมารับ
 แต่เผอิญข้าหลวงมาถึงพระนครฯเมื่อเวลาพระเทพกษัตรีประชวรอยู่ไม่สามารถจะ
ไปได้  ชะรอยพระเจ้าไชยเชษฐาจะได้กำหนดฤกษ์การพิธีอภิเษกบอกมาด้วย
 สมเด็จพระมหินทรฯจะขอผัดเลื่อนเวลาไม่ได้
 จึงส่งพระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิองค์ ๑  ทรงพระนามว่าพระแก้วฟ้า
อันเกิดด้วยพระสนมไปแทนพระเทพกษัตรี

       
 พระมหาธรรมราชรู้ว่ามิใช่พระเทพกษัตรีก็ปล่อยให้ไปโดยสะดวก
 แต่เมื่อพระแก้วฟ้าไปถึงเมืองเวียงจันทร์
 พระเจ้าไชยเชษฐาทราบว่าเป็นแต่ลูกพระสนม
 มิใช่พระราชธิดาอันเกิดด้วยพระมเหสี ก็ไม่รับไว้
 ให้ส่งคืนกลับมาโดยอ้างว่าจำนงจะอภิเษกแต่กับพระเทพกษัตรีที่เป็นพระธิดา
ของพระสุริโยทัยผู้ทรงเกียรติ

       
 เวลานั้นพระเทพกษัตรีหายประชวรแล้ว  สมเด็จพระมหินทรฯก็ให้ส่งไป
 ไปถึงกลางทางพวกทหารเมืองหงสาวดีก็ชิงพระเทพกษัตรีพาไปถวายพระเจ้าหงสาวดี
 สมเด็จพระมหินทรฯกับพระเจ้าไชยเชษฐารู้ชัดว่า
 พระมหาธรรมราชาเป็นผู้คิดอ่านให้เกิดเหตุ
 แต่สมเด็จพระมหินทรฯจะว่ากล่าวอย่างไรก็ยาก
 ด้วยได้ปิดบังเรื่องเป็นสัมพันธมิตรกับพระเจ้าไชยเชษฐามิให้พระมหาธรรม
ราชารู้
 ทั้งเมื่อส่งพระเทพกษัตรีไปเมืองเวียงจันทน์จะไปทางด่านสมอสอในลุ่มน้ำสัก
ผ่านหลังเมืองพิษณุโลกไปก็มิได้สั่งให้พระมหาธรรมราชาดูแลพิทักษ์รักษา
 จะเอาผิดอย่างไรมิได้

       
 จึงลอบคิดกลอุบายแก้แค้นด้วยกันกับพระเจ้าไชยเชษฐา
 ยกกองทัพลงมาตีกรุงศรีอยุธยาทางเมืองพิษณุโลก
 สมเด็จพระมหินทรฯก็จะขึ้นไปเหมือนอย่างว่าจะไปช่วยรักษาเมือง
 แล้วจะร่วมมือกันกำจัดพระมหาธรรมราชาเสีย  

       
 ฝ่ายพระมหาธรรมราชาเมื่อทราบข่าวว่าเมืองลานช้างเกณฑ์กองทัพจะมาตีเมืองไทย
ก็บอกลงมายังกรุงศรีอยุธยา
 แต่ระแวงว่าจะเป็นกลอุบายสมเด็จพระมหินทรฯจึงรีบให้ไปทูลพระเจ้าบุเรงนอง
ขอกองทัพเมืองหงสาวดีมาช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง  

       
 เมื่อสมเด็จพระมหินทรฯได้ทราบข่าวศึกจากพระมหาธรรมราชาก็โปรดให้พระยาสี
หราชเดโชชัยกับพระยาท้ายน้ำคุมพลอาสากอง ๑
ล่วยหน้าขึ้นไปช่วยรักษาเมืองพิษณุโลก  แต่ตรัสสั่งเป็นความลับไปว่า
 เมื่อเมืองพิษณุโลกลูกล้อมแล้วให้เป็นไส้ศึกข้างภายใน  แต่พระยาทั้ง ๒
กลับเอาความลับไปขยายแก่พระมหาธรรมราชา
 พระมหาธรรมราชาก็ให้เตรียมการป้องกันเมืองพิษณุโลกทั้ง ๒ ทาง

   
     กองทัพเมืองลานช้างยกลงมาถึงก่อน
 ก็ตั้งล้อมเมืองพิษณุโลกทางด้านเหนือกับด้านตะวันออก
 ครั้งกองทัพเรือกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปถึง
 พระยารามฯคุมกองทัพหน้าไปตั้งอยู่ที่วัดจุฬามณีข้างใต้เมืองพิษณุโลก
 กองทัพหลวงของสมเด็จพระมหินทรฯ ตั้งอยู่ที่ปากน้ำพิงค์ต่อลงมาข้างใต้
 พระมหาธรรมราชาแกล้งทำแพไฟไหม้ปล่อยลอยลงมาเผาเรือกองทัพพระยารามฯ
 ทนอยู่ไม่ไหวก็ต้องถอยลงมาหากองทัพหลวง
 ฝ่ายกองทัพเมืองลานช้างรู้ว่ากองทัพในกรุงฯขึ้นไปถึง
ก็เตรียมจะเข้าตีเมืองพิษณุโลกตามที่นัดกันไว้
 แต่ได้ยินว่ากองทัพของพระยารามฯ ถอยลงไปเสียแล้วก็ยั้งอยู่
 พอรู้ว่ากองทัพเมืองหงสาวดีเข้ามาถึง
 พระเจ้าไชยเชษฐาก็ล่าทัพถอยไปจากเมืองพิษณุโลก
 สมเด็จพระมหินทรฯไม่สมคะเนก็อ้างเหตุที่กองทัพเมืองลานช้างล่าไปแล้ว
 ถอยกองทัพกลับคืนมายังพระนครฯ

       
 แต่พระยาพุกามกับพระยาเสือหาญนายทัพหงสาวดีมาถึงช้าไปไม่ทันรบข้าศึก
 เกรงความผิดก็ยกติดตามกองทัพลานช้างต่อไป
 ไปเสียกลถูกล้อมต้องพ่ายแพ้หนีกลับมา  กลัวพระเจ้าหงสาวดีจะลงอาญา
 อ้อนวอนพระมหาธรรมราชาให้ช่วยทูลขอโทษ
 พระมหาธรรมราชเห็นเหมาะเพราะยังมิได้เป็นข้าศึกกับกรุงศรีอยุธยาโดยเปิดเผย
 ก็อ้างเหตุที่จะขอโทษพระยาทั้ง ๒ นั้นรีบออกไปยังเมืองหงสาวดี
 ไปทูลร้องทุกข์ที่ถูกสมเด็จพระมหินทรฯปองร้าย

         พระเจ้าหงสาวดีได้ทีที่จะตัดกำลังไทยก็ตั้งพระมหาธรรมราชาให้เป็น เจ้าฟ้าศรีสรรเพ็ชญ์ เจ้าประเทศราชครองเมืองเหนือทั้งปวงขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา  มิต้องอยู่ในบังคับบัญชาของสมเด็จพระมหินทรฯอีกต่อไป  ยศ
เจ้าฟ้าแรกมีขึ้นในประเพณีไทยเราในครั้งนั้น
 แรกใช้นำพระนามแต่พระเจ้าแผ่นดิน  ครั้นถึงรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ
 เลื่อนลงมาใช้นำพระนามพระราชกุมาร ที่พระมารดาเป็นเจ้าสืบมาจนบัดนี้

       
 ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเมื่อได้ทราบว่าพระมหาธรรมราชาออกไปเมืองหงสาวดี
 สมเด็จพระมหินทรฯก็คาดว่าคงไปยุยงให้เกิดเหตุร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง
 ขณะนั้นเผอิญประจวบเวลาสมเด็จพระมหาจักรพรรดิซึ่งทรงผนวชเสด็จกลับเข้ามา
ยังพระนคร  สมเด็จพระมหินทรฯก็เชิญเสด็จขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลกด้วยกัน
 ชะรอยจะอ้างว่าสงสารพระวิสุทธกษัตรีกับพระโอรสธิดาต้องอยู่เปล่าเปลี่ยว
 จะรับลงมาอยู่ในพระนครจนกว่าพระมหาธรรมราชาจะกลับ จึงจะส่งคืนขึ้นไป  

       
 แต่เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทราบว่าครอบครัวของพระมหาธรรมราชาถูกจับเป็นตัวจำนำ
 ก็ถือว่าสมเด็จพระมหินทรฯดูหมิ่น
 จึงสั่งให้พระมหาธรรมราชากลับเข้ามาเกณฑ์รี้พลพาหนะทางเมืองเหนือเตรียมไว้
 พอฤดูแล้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็ยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง
หนึ่ง  นับเป็นศึกหงสาวดีครั้งที่ ๓

ความรู้ 16:43

ภาคแรก
บ้านเมืองเกิดยุคเข็ญ

(๑)

         เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๐๘๙
สมเด็จพระไชยราชาธิราชซึ่งครองกรุงศรีอยุธยาสวรรคต
 มีพระราชบุตรพระองค์เดียว
 แต่พระแก้วฟ้าอันท้าวศรีสุดาจันทร์พระสนมเอกเป็นพระเจ้าจอมมารดา
 พระแก้วฟ้าได้รับรัชทายาท  แต่พระแก้วฟ้ายังทรงพระเยาว์พระชันษาได้เพียง
๑๑ ปี  ว่าราชการบ้านเมืองเองยังไม่ได้
 พระเฑียรราชา(สันนิษฐานว่าเป็นพระเจ้าน้องยาเธอต่างพระชนนีกับสมเด็จพระ
ชัยราชาธิราช)เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
 แต่การภายในพระราชวังตกอยู่ในอำนาจท้าวศรีสุดาจันทร์อันได้เป็นสมเด็จพระ
ชนนีพระพันปีหลวง  ท้าวศรีสุดาจันทร์เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและมีราคะจริตกล้า
 ปรารถนาเอาพระเทียรราชาไว้ในมือ  แต่ไม่สำเร็จได้ดังประสงค์
 ก็พยายามขัดขวางด้วยอำนาจที่มีในราชสำนัก
 มิให้พระเฑียรราชาว่าราชการได้สะดวก
 พระเฑียรราชามิรู้ที่จะทำอย่างไรก็ต้องทูลลาออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุเสีย
ให้พ้นภัย  แต่นั้นอำนาจในราชการบ้านเมืองก็ตกไปอยู่ในมือท้าวศรีสุดาจันทร์

         พอมีอำนาจเต็มที่แล้ว
ในไม่ช้าท้าวศรีสุดาจันทร์ก็เป็นชู้กับพันบุตรศรีเทพ
 ซึ่งนับเป็นญาติกันมาแต่ก่อน  ให้เลื่อนขึ้นเป็นขุนวรวงศาธิราช
 ด้วยอ้างเหตุที่เป็นพระญาติกับพระแก้วฟ้า
 และให้ช่วยว่าราชการบ้านเมืองมีอำนาจขึ้นโดยลำดับ
 เป็นชู้กันมาจนท้าวศรีสุดาจันทร์มีครรภ์ขึ้น
 ขุนวรวงศาธิราชเห็นว่าจะปกปิดความชั่วต่อไปไม่ได้แล้ว
 ก็ลอบปลงพระชนม์พระแก้วฟ้าเสีย
 ท้าวศรีสุดาจันทร์ก็ต้องจัดการเชิญขุนวรวงศาธิราชขึ้นครองราชสมบัติไปตาม
เลย  

         จึงมีข้าราชการพวก ๑
ซึ่งมีขุ้นพิเรนเทพเป็นตัวหัวหน้า
 พร้อมใจกันจับขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์และเด็กหญิงที่เป็นลูก
ฆ่าเสีย  แล้วเชิญพระเฑียรราชาขึ้นครองราชสมบัติเมื่อ ปีวอก พ.ศ. ๒๐๙๑
 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ(๑)  
เมื่อพูนบำเหน็จข้าราชการที่ช่วยกันกำจัดพวกทรยศครั้งนั้น
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระราชดำริว่า
 ขุนพิเรนเทพผู้เป็นตัวหัวหน้ามีความชอบยิ่งกว่าผู้น
 และเป็นเชื้อเจ้าในราชวงศ์พระร่วงสุโขทัย
 จึงโปรดให้สถาปนาขุนพิเรนทรเทพขึ้นเป็นเจ้า  ทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชา
 พระราชทานพระวิสุทธิกษัตรีราชธิดาเป็นมเหสี
 แล้วให้ขึ้นไปครองหัวเมืองเหนือทั้ง ๖ อยู่ ณ เมืองพิษณุโลก

   
   
 พระมหาธรรมราชาขึ้นไปครองเมืองเหนืออยู่ยังไม่ทันถึงปีก็เกิดศึกหงสาวดีมา
ตีกรุงศรีอยุธยา  คือเมื่อครั้งเสียพระสุริโยทัยนั้น
 เวลากองทัพพม่ามอญเข้ามาตั้งประชิดพระนครศรีอยุธยา
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิตรัสสั่งให้พระมหาธรรมราชายกกองทัพหัวเมืองเหนือลง
มาตีโอบหลังข้าศึก
 พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้เกรงจะถูกตีกระหนาบก็รีบเลิกทัพหนีไป  

       
 ฝ่ายไทยได้ทีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิตรัสสั่งให้พระราเมศวรราชโอรสกับพระมหา
ธรรมราชาติดตามตีข้าศึก  แต่ไปเสียกลถูกข้าศึกล้อมจับได้ทั้ง ๒ พระองค์
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ต้องยอมเลิกรบ
 ไถ่พระราเมศวรกับพระมหาธรรมราชากลับมา  แต่นั้นมาก็ว่างศึกหงสาวดีมา ๑๔
ปี  ตั้งแต่ปีระกา พ.ศ. ๒๐๙๒  จนปีกุน พ.ศ. ๒๑๐๖

       
 พระโอรสธิดาของพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตรีสมภพในระหว่างเวลาที่
ว่างสงครามนั้นทั้ง ๓ พระองค์
 พระสุพรรณกัลยาณีพี่นางเห็นจะแก่กว่าสมเด็จพระนเรศวร ๓ ปี
 จึงทรงเจริญเป็นสาว  ได้เป็นพระชายาพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง
 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรพระชันษาได้ ๑๕ ปี
 พระน้องยาเอกาทศรถก็เห็นจะอ่อนกว่าสมเด็จพระนเรศวรไม่เกิน ๓ ปี
 จึงทรงเจริญวัยได้ช่วยพระเชษฐาธิรบพุ่งตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อรบพระยาจีนจัน
ตุ  ดังจะปรากฏต่อไปข้างหน้า

(๒)

     
   พอสมเด็จพระนเรศวรพระชันษาได้ ๘ ขวบ  ก็เกิดศึกหงสาวดีครั้งที่ ๒ คือ
คราวพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองขอช้างเผือก
 อันเป็นต้นเรื่องตอนสำคัญของประวัติสมเด็จพระนเรศวร
 ในพงศาวดารพม่าว่าเมื่อพระเจ้าหงสาวดีตะเบ็งชะเวตี้ล่าทัพไปจากเมืองไทย(๒)
 พอกิตติศัพท์เลื่องลือว่าแพ้ไทยไป  พวกมอญเห็นได้ช่องก็ชวนกันคิดร้าย
 เพราะพระเจ้าหงสาวดีเป็นพม่าเมืองตองอู มิใช่มอญ
 เป็นแต่มีอานุภาพปราบเมืองมอญไว้ได้ในอำนาจ  แล้วมาตั้งราชธานีอยู่ ณ
เมืองหงสาวดี
 พวกมอญที่เป็นขุนนางคบคิดกันล่อลวงพระเจ้าหงสาวดีให้ออกไปตามช้างเผือกที่
ในป่า  แล้วจับปลงพระชนม์เสีย

       
 พอพระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ถูกปลงพระชนม์
 เจ้าเมืองต่างๆก็พากันตั้งตัวเป็นอิสระ
 มิได้รวมกันเป็นประเทศใหญ่เหมือนอย่างแต่ก่อน
 พระเจ้าตะเบงชะเวตี้มีพระญาติองค์ ๑
ซึ่งเป็นคู่คิดช่วยทำศึกสงครามมาแต่แรก  จึงสถาปนาให้ทรงศักดิ์เป็น
“บุเรงนอง” ตรงกับว่า “พระเชษฐาธิราช”  เป็นแม่ทัพคนสำคัญของเมืองหงสาวดี
 ต่อมาเมื่อเกิดกบฏที่เมืองหงสาวดี  บุเรงนองหนีไป
 ได้ไปอาศัยอยู่ถิ่นเดิม ณ เมืองตองอู  คอยสังเกตเหตุการณ์
 เห็นพวกหัวเมืองมอญที่ตั้งเป็นเป็นอิสระเกิดชิงกันเป็นใหญ่จนถึงรบพุ่งกัน
เอง  บุเรงนองจึงคิดอ่านตั้งตัวก็สามารถรวบรวมรี้พลได้โดยสะดวก
 เพราะไพร่บ้านพลเมืองมอญกำลังเดือดร้อนที่เกิดรบพุ่งกันเอง
 และเคยนับถือว่าบุเรงนองเป็นแม่ทัพสำคัญมาแต่ก่อน(๓)

         บุเรงนองก็สามารถตีเมืองมอญได้ทั้งหมด
 แล้วทำพิธีราชาภิเษกเป็นพระเจ้าหงสาวดี เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๐๙๖
 ก่อนสมเด็จพระเนศวรเสด็จสมถพ ๒ ปี
 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจัดการปกครองเมืองมอญเรียบร้อยแล้ว
 ขึ้นไปตีเมืองพม่าเมืองไทยใหญ่ได้ทั้งหมด  แล้วมาตีเมืองเชียงใหม่
 พระเจ้าเมกุติเห็นจะสู้ไม่ไหวก็ยอมเป็นเมืองขึ้นพระเจ้าหงสาวดี
 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองพยายามสะสมกำลังอยู่กว่า ๑๐ ปี
 เพราะฉะนั้นเมืองไทยจึงได้ว่างศึกหงสาวดีอยู่ ๑๔ ปี  ดังกล่าวแล้ว

       
 แต่ในระหว่างนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ระแวงว่าจะมีศึกหงสาวดีมาอีก
 ทรงตระเตรียมป้องกันบ้านเมืองทั้งที่ในกรุงฯ
ปละทางหัวเมืองเหนือมิได้ประมาท
 แต่เมืองไทยมีกำลังไม่พอจะไปบุกรุกตีเมืองหงสาวดีก่อน
 จึงได้แต่เตรียมตัวคอยต่อสู้  

       
 พอพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองแผ่อำนาจได้ดังว่ามาแล้ว
 ก็เริ่มคิดจะเอาเมืองไทย
 จึงใช้อุบายมีราชสาส์นมาขอช้างเผือกสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ๒ ช้าง
 การที่ขอช้างเผือกเป็นแต่จะหาเหตุ
 เพราะทุกประเทศทางตะวันออกนี้ถือกันว่า
 ช้างเผือกเป็นคู่บารมีของพระเจ้าแผ่นดินไม่เคยมีเยี่ยงอย่างที่พระเจ้า
แผ่นดินผู้เป็นอิสระจะยอมสละช้างเผือกให้แก่กัน
 ถ้าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิยอมให้ช้างเผือกก็เหมือนยอมอยู่ในอำนาจพระเจ้าหง
สาวดี  ถ้าไม่ยอมให้ช้างเผือกก็เหมือนกับท้าให้พระเจ้าหงสาวดีมาตีเมืองไทย
 

       
 ข้างฝ่ายไทยก็รู้เท่าว่าพระเจ้าหงสาวดีจะเอาเมืองไทยเป็นเมืองขึ้น
 และรู้ว่าเมืองหงสาวดีมีกำลังมากกว่าแต่ก่อน
 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงพระราชดำริเห็นว่าถึงให้ช้างเผือกก็ไม่คุ้มภัยได้
 เป็นแต่จะเสียเกียรติยศเพิ่มขึ้น  จึงไม่ยอมให้ช้างเผือก
 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็ยกทัพมาตีเมืองไทย

       
 ศึกหงสาวดีครั้งที่ ๒ ซึ่งยกมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๖
พม่าได้เปรียบไทยกว่าครั้งก่อน
 ด้วยพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้อาณาเขตกว้างขวางมีกำลังรี้พลมากกว่าไทยมาก
 อีกอย่าง ๑ พม่ายกมาเมื่อครั้งพระเจ้าตะเบงชะเวตี้
 มีความลำบากด้วยต้องมาเที่ยวหาเสบียงอาหารสำหรับกองทัพ
 ครั้งนี้ได้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นส่งเสบียงลงมาทางเรือจนเพียงพอไม่
ขัดสน  อีกอย่าง ๑ ซึ่งเป็นข้อสำคัญอย่างยิ่งนั้น
 คือที่พระเจ้าบุเรงนองเคยเข้ามาในกองทัพพมใม่อก่อน
 ได้รู้เห็นทั้งภูมิลำเนาและกำลังของคนไทยที่รบพุ่ง
 เห็นตระหนักว่าจะยกตรงมาตีพระนครศรีอยุธยาทางด่านพระเจดีย์ ๓
องค์เหมือนอย่างครั้งก่อนจะเอาชัยชนะไม่ได้
 ครั้งนี้จึงเปลี่ยนกระบวนศึกยกกองทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา
(เดี๋ยวนี้เรียกว่าด่านแม่สอด)
หมายเอากำลังมากเข้าทุ่มเทตีหัวเมืองเหนือตัดกำลังที่จะช่วยราชธานีเสียก่อน
 แล้วจึงลงมาตีพระนครศรีอยุธยาจากทางเหนือ  

       
 แต่ฝ่ายทางข้างไทยไม่รู้ความคิดของพระเจ้าบุเรงนอง
 คาดว่ากองทัพหงสาวดีจะยกเข้ามาทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์เหมือนครั้งก่อน
 ก็ตระเตรียมป้องกันพระนครเป็นสามารถ
 แต่ทางหัวเมืองเหนือตระเตรียมกำลังยังไม่พร้อมพรัก
 พระเจ้าหงสาวดียกเข้ามาถึงเมืองกำแพงเพชรก็ตีได้โดยง่าย

       
 กองทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาครั้งนั้นจัดเป็นทัพกษัตริย์ ๕ ทัพ
 ซึ่งอาจจะแยกไปรบ ณ ที่ต่างๆกันได้โดยลำพัง
 พระเจ้าหงสาวดีตั้งกองทัพหลวงอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร
 ให้กองทัพพระเจ้าอังวะกับกองทัพพระเจ้าตองอูไปตีเมืองพิษณุโลกทาง ๑
 ให้กองทัพพระมหาอุปราชากับกองทัพพระเจ้าแปรยกไปตีเมืองสุโขทัย
 เมืองสวรรคโลก เมืองพิชัยทาง ๑  

       
 เมืองสุโขทัยต่อสู้จนเสียเมือง
 เมืองสวรรคโลกเมืองพิชัยยอมอ่อนน้อมต่อข้าศึกโดยดี
 แต่พระมหาธรรมราชาตั้งทัพต่อสู้ ณ เมืองพิษณุโลกอย่างเข้มแข็ง
 ข้าศึกจะตีหักเอาเมืองไม่ได้  ก็ตั้งล้อมไว้จนในเมืองสิ้นเสบียงอาหาร
 และเผอิญเกิดโรคทรพิษขึ้นด้วย
 พระมหาธรรมราชาก็ต้องรับแพ้ยอมอ่อนน้อมต่อข้าศึก
 เมืองพิษณุโลกต่อสู้ข้าศึกครั้งนี้เป็นครั้งแรก
 ที่สมเด็จพระนเรศวรจะได้ทรงเห็นการสงคราม  เมื่อพระชันษาได้ ๘ ขวบ

………………………………………………………………………………………………………………………………….

หมายเหตุ  
- กรุณาสอบกับหนังสือเล่มอื่นด้วยนะครับ
- โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน  อย่าให้ประวัติศาสตร์เป็นเหตุให้มนุษย์เกลียดชังกัน

(๑)  เพิ่มเติมได้ที่ เหตุเกิดเมื่อศักราช ๙๐๗ พระเฑียรราชาได้ราชสมบัติ
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/01/K4014738/K4014738.html

(๒)  คือ ล่าทัพไปเมื่อครั้งสงครามคราวเสียพระสุริโยทัย

(๓)
 คล้ายกับในสมัยที่ผ่านมา  คือในแผ่นดินเกิดการรบพุ่งมาหลายครั้ง
 พวกราษฎรพลเมืองต่างๆก็หนีภัยสงครามหลั่งไหลสู่เมืองตองอู
 และได้เป็นกำลังให้พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ยกลงมารบได้เมืองหงสาวดี


ความรู้ 16:42

(คัดจากพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
อธิบายความเบื้องต้น

         สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จพระราชสมภพที่เมืองพิษณุโลก
เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๐๙๘
 พระองค์เป็นราชโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า
 พระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์สุโขทัยองค์แรกที่ครองกรุงศรีอยุธยา
 พระวิสุทธิกษัตรี ราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
อันเกิดด้วยพระสุริโยทัยเป็นพระชนนี
 เพราะฉะนั้นโดยพระชาติเป็นเชื้อกษัตริย์ทั้งราชวงศ์พระร่วงสุโขทัยและ
ราชวงศ์กรุงศรีอยุธยา  พระองค์มีพระพี่นางองค์ ๑ ทรงพระนามว่า
พระสุพรรณกัลยาณี  พระน้องยาองค์ ๑ ทรงพระนามว่า พระเอกาทศรถ
ซึ่งได้รับรัชทายาท  แต่หามีพระราชโอรสธิดาไม่  

       
 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรสมภพ ยศเจ้าฟ้ายังไม่มีในประเพณีกรุงศรีอยุธยา
 สมเด็จพระชนกก็ยังทรงพระยศเพียงเป็นเจ้าขัณฑสีมา
 แต่พระชนนีเป็นสมเด็จพระราชธิดา  พระองค์เป็นราชนัดดา
คงทรงพระยศเป็นพระองค์เจ้า  ฝรั่งจึงเรียกในจดหมายเหตุแต่งในสมัยนั้นว่า
The Black Prince  ตรงกับว่า “พระองค์ดำ”  และเรียกพระอนุชาเอกาทศรถว่า
The White Prince ตรงกับ “พระองค์ขาว” เป็นคู่กัน “พระองค์ขาว” เป็นคู่กัน
 คงแปลไปจากพระนามที่คนทั้งหลายเรียกสมเด็จพระนเรศวรเมื่อยังทรงพระเยาว์ว่า
“พระองค์ดำ”  อาจจะมีพระนามขนานอีกต่างหากแต่ไม่ปรากฏ  

       
 พระนามว่า “พระนเรศวร” นั้นต่อมาสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเสวยราชย์แล้ว
 จึงพระราชทานเมื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เวลาพระชันษาได้ ๑๕
ปี  เป็นพระนามสำหรับลูกหลวงเอกเช่นเดียวกับพระนามว่า พระราเมศวร
ซึ่งเคยมีมาแต่ก่อน
 แต่พระองค์อื่นเมื่อขึ้นเสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินมักเปลี่ยนไปใช้พระ
นามอื่นดังเช่น พระราเมศวร ราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราช(สามพระยา)
 เมื่อเสวยราชย์เปลี่ยนพระนามเป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  

       
 ถึงสมเด็จพระนเรศวรเมื่อเสวยราชย์ก็อาจมีพระนามอื่นถวายเมื่อราชาภิเษก
 แต่ยังใช้พระนามว่า “พระนเรศวร” หรือ “พระนเรศ”
ต่อมาในเวลาเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว
 ดังปรากฏในบานแพนกกฏหมายลักษณะกบฏศึกตอน ๑
 ซึ่งสมเด็จพระเอกาทศรถทรงตั้งเมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช ๙๕๕ (พ.ศ. ๒๑๓๖)
ออกพระนามสมเด็จพระนเรศวรว่า “สมเด็จบรมบาทบงกชลักษณ์ อัครบุริโสดม
บรมหน่อนรา เจ้าฟ้านเรศเชษฐาธิบดี” ดังนี้
(เหตุที่ใช้คำเจ้าฟ้าจะมีอธิบายในเรื่องต่อไปข้างหน้า)
 ถึงในพงศาวดารพม่ามอญก็เรียกพระนามแต่ว่า “พระนเรศ”
อย่างเดียวเหมือนเช่นไทยเราเรียกกันมา  

       
 คิดหาเหตุที่ไม่เปลี่ยนพระนามก็พอเห็นได้
 ด้วยสมเด็จพระนเรศวรทรงบำเพ็ญพระอภินิหารปรากฏพระเกียรติว่าเป็น
“วีรบุรุษ” มาตั้งแต่ยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระนเรศวร
 พระนามนั้นเลื่องลือระบือไปทั่วทุกประเทศ
 แล้วก็ไม่มีใครสามารถจะให้คนเรียกเป็นอย่างอื่นได้  

       
 ประเทศต่างๆ ย่อมมีวีรบุรุษเป็นพระเจ้าแผ่นดินในบางสมัย
 และย่อมจดจำอภินิหารของพระเจ้าแผ่นดินเช่นนั้นเชิดชูพระเกียรติไว้ใน
เรื่องพงศาวดารของประเทศ
 บางทีก็แต่งเป็นเรื่องราชประวัติเพิ่มขึ้นต่างหาก  มีอ่านกันอยู่มาก
 สังเกตในเรื่องประวัติของวีรมหาราชทั้งหลายดูมีเค้าคล้ายกันหมด
 คือบ้านเมืองต้องมียุคเข็ญจึงมีวีรมหาราชอย่าง ๑
 วีรมหาราชย่อมเป็นบุรุษพิเศษมีสติปัญญาและความกล้าหาญ
เด็ดเดี่ยวผิดกับผู้อื่นมาในอุปนิสัยอย่าง ๑
 และสามารถทำให้ผู้อื่นเชื่อถือไว้วางใจในพระปรีชาสามารถมั่นคงอย่าง ๑
 จึงสามารถบำเพ็ญอภินิหารกู้บ้านเมืองและแผ่ราชอาณาเขตจนเป็นพระราชาธิราช
ได้  สมเด็จพระนเรศวรก็ทรงพระคุณสมบัติดังกล่าวมาบริบูรณ์ทุกอย่าง
 ดังจะพึงเห็นได้ในเรื่องพระประวัติต่อไปข้างหน้า  อันจะเขียนเป็น ๓ ภาค
 คือ เรื่องบ้านเมืองเกิดยุคเข็ญภาค ๑
 เรื่องสมเด็จพระนเรศวรทรงกู้บ้านเมืองเมื่อยังเป็นสมเด็จพระราชโอรสภาค ๑
 และเรื่องสมเด็จพระนเรศวรทรงแผ่พระราชอาณาเขตเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินภาค ๑

ความคิด8 January, 2007 8:32
ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก
มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3
ชั่วโมง ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง
เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อ
และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1
แห่ง เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ
เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร
ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา

สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ
ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
แล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย
เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ

เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย
กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า
“ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็….ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย”

ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน
1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น

ทั้งสองส่งสายตามองกัน
เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร
ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น
ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น
เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า
“เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ
ช่างไร้การศึกษา
ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ”

เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง
ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามอง หัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม

ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง
ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1
ห่อ

เธอตกใจมาก

ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่
ก็แปลว่า…..คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน
เธอลุกขึ้นทันที
แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม
แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า

มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง

เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ
เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท
เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง……….

มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา
ที่ค้นพบในภายหลังว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น
และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง
ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย”

……….นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น
หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี
แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า

“เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?
เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่”……….

ความรู้4 January, 2007 9:50

ความคิด 9:31
หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณจะได้บางสิ่งมากขึ้น

ลดความโกรธให้น้อยลง คุณจะได้สติกลับมามากขึ้น

ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง คุณจะได้เงินเก็บมากขึ้น

ลดความคิดที่จะหาคนที่ถูกน้อยลง คุณจะได้คำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น

ลดการพูดให้น้อยลง คุณจะได้ทำหลายอย่างได้มากขึ้น

คิดถึงคนที่คุณรักให้น้อยลง คุณเข้าใจคนที่คุณรักมากขึ้น

รักตัวเองให้น้อยลง คนอื่นรักคุณมากขึ้น

พูดให้ร้ายคนอื่นให้น้อยลง มีคนพูดถึงคุณในแง่ดีมากขึ้น

แสดงความฉลาดให้น้อยลง คุณได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น

ออกนอกบ้านให้น้อยลง คุณได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น

นอนให้น้อยลง คุณทำหลายอย่างได้มากขึ้น

คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง คุณยิ้มได้มากขึ้น

ลดความอายให้น้อยลง คุณได้ความกล้ามากขึ้น

ดูละครให้น้อยลง คุณอ่านหนังสือได้มากขึ้น

คุณวิ่งให้ช้าลง คุณมองเห็นคนข้างหลังมากขึ้น

เชื่อให้น้อยลง คุณมองเห็นอะไรได้มากขึ้น

ลดทิฐิให้น้อยลง คุณรู้จักอภัยมากขึ้น

กระโดดให้น้อยลง คุณเดินได้มั่นคงมากขึ้น

กินให้น้อยลง คุณอิ่มได้มากขึ้น

ก้มหน้าให้น้อยลง คุณมองเห็นได้ไกลขึ้น

พักเหนื่อยให้น้อยลง คุณรู้จักความสบายมากขึ้น

เห็นแก่ตัวให้น้อยลง มีคนรอดชีวิตมากขึ้น

แบกของหนักให้น้อยลง ชีวิตคุณเบามากขึ้น

ทะเลาะกับเด็กให้น้อยลง คุณโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง คุณได้รับการเอ็นดูมากขึ้น

เป่าลมออกให้น้อยลง คุณสูดลมเข้าได้มากขึ้น

แอบฟังให้น้อยลง คุณได้ยินอะไรมากขึ้น

คุณคิดคำถามให้น้อยลง คุณเห็นคำตอบมากขึ้น

………..แล้วคุณลดอะไรไปบ้างแล้ว…………
 

ความรู้13 December, 2006 20:48

มีเพื่อนรุ่นน้อง(ผู้หญิง)คนหนึ่งทำงานด้านบัญชี และ งานของเธอก็ใช้คอมพิวเตอร์มานานประมาณ 7 ปี

เมื่อหลายเดือนก่อนเธอเกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างมาก แต่ก็ไม่เอะใจเพราะคิดว่าคงนั่งทำงานอยู่หน้าคอมมากเกินไป

เธอก็ไปนวด(แผนโบราณค่ะ) เพื่อให้เส้นสายมันคลายความตึงเครียด นวดทีก็สบายที
ผ่านไป 3 เดือน อาการปวดเมื่อยก็ยังเป็นๆหายๆและปวดเมื่อยมากขึ้น ชาตามปลายนิ้ว และแขน

ย่างเข้าเดือนที่ 4 ปรากฏว่าเริ่มชามากขึ้น นานขึ้น และแล้วคืนวันหนึ่งขณะที่กำลังลุกขึ้นจากเตียง ปรากฏว่าทรงตัวไม่ได้ มันอ่อนปวกเปียกไปหมด ปวดหัวอยากอาเจียน อ่านอะไรกว่าจะสะกดตัวหนังสือได้ก็นาน บวกเลขก็ช้าลง

จึงกลับไปพบหมออีก คุณหมอสงสัยจึงซักประวัติชีวิตประจำวันอย่างละเอียด แล้วขอทำสแกน MRI (ไม่แน่ใจว่าจำถูกหรือเปล่า) พบว่าปลายประสาทอักเสบอย่างรุนแรง เลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง, น้ำในไขสันหลัง ข้อที่ 4 และ 5 ไม่มี

คุณหมอให้ยามาทานผ่านไป 2 อาทิตย์ อาการชาหายไป แต่ยังปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออยู่มาก จึงไปพบหมอกระดูที่ รพ.ศิริราช คุณหมอกระดูก ตรวจและซักประวัติ ก็บอกว่าไม่ต้องทำอะไรนอกจากออกกำลังกายด้วยการเดินวันละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เพราะมันอักเสบอย่างรุนแรงไปแล้วคงไม่กลับมาดีดังเดิมแน่ ถ้ามาช้า มันจะชาไปทั้งแขนขา ปัสสาวะไม่ได้เลยทีเดียว

สาเหตุมีเยอะแยะ เช่น ทำงานหนัก เครียด สาวออฟฟิซเป็นกันมากแต่ไม่ใช่จากการเครียดแต่เป็นเพราะนั่งทำงานในท่าทีไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆในแต่ละวัน

ความคิด10 December, 2006 10:45

กฏทอง 10 ข้อของคนรักกัน (รักษาสภาพรักแท้ๆ)
10
Golden Principles to Preserve One’s Love

กฎทองข้อที่ 1 เราจะไม่โกรธพร้อมกันทั้งสองคน
อย่างที่คนโบราณเค้าว่า ถ้า…. เขาร้อนเป็นไฟ คุณก็ต้องเย็นให้ได้ดั่งน้ำ
(น้ำเปล่านะ ไม่ใช่น้ำมัน)

                   
We will not simultaneously get
angry.
Be
cool as water whenever another one being
fire.
 

กฎทองข้อที่ 2 เราจะไม่ตะโกนใส่กันเด็ดขาด
ยกเว้นตอนเกิดไฟไหม้บ้านกระทันหัน

                   
We will not shout into each
others faces
beside
our house is accidentally on fire.
 

กฎทองข้อที่
3 จำไว้ว่าไม่มีใครชอบคำติ หากจะคุยถึงสิ่งที่คุณไม่ชอบให้เขาทำ อย่าลืมพูดให้หวานๆ
เข้าไว้ (ไม่ใช่พูดว่าน้ำตาลๆๆๆนะ)

                   
Nobody loves to be criticized.
When
talking
of what you dislike or need his/ her improvement, use  soft & sweet
words.

กฎทองข้อที่ 4
เราจะไม่มารื้อฟื้นเรื่องบาดหมางในอดีต ถ้าจะคุยเรื่องเก่าๆ เลือกเรื่องหวานๆ
ของสองเราจะดีกว่า

                   
We will not revive any bad old
practices, 
but
only our romaces.

กฎทองข้อที่ 5 ทำให้เขารู้สึกว่า
เขาสำคัญสำหรับคุณเสมอ

                   
Make him/ her know how much s/he
means
to you.

กฎทองข้อที่ 6
สัญญากันนะว่าเราจะไม่โกรธกันข้ามคืน เพราะคุณนั่นแหล่ะจะนอนไม่หลับ
คุยกันให้เข้าใจกันก่อนดีกว่าหันหลังให้กัน

                   
Promise me that we will not
peevish over-
night.
Talk face to face not back-chat.

กฎทองข้อที่ 7
คุยกันให้มากหน่อย จะช่วยให้ความรักระหว่างเราเข้าใจกันมากขึ้น
จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณเจอะเจอ เรื่องงานของคุณ หนังสือที่คุณเพิ่งอ่านจบ
ลองเล่าสู่กันฟัง แล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าเราผูกพันกันมากขึ้นกว่าเดิม

                   
Tell him or her more about
anything in your
life
to tie you up together.

กฎทองข้อที่ 8
ถ้ารู้ตัวว่าทำผิดก็ขอโทษซะ ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียฟอร์มหรอก

                   
Don’t be shy to show him/her your
apology.
When
you have something mistaken

กฎทองข้อที่ 9
อย่าเข้าใจผิดว่าการอยู่ด้วยกันตลอดเวลา หมายถึงความเอาใจใส่อย่างแท้จริง
เพราะการใส่ใจ คือการให้ความสนใจเต็มร้อยเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่ใช่คุณนั่งฟังเขาพูด
แต่ดูทีวีไปด้วย

                   
Don’t misunderstand that being
together
always
is to show your heedfulness.

กฎทองข้อที่ 10
อย่าลืมทำให้เขารู้ว่า เรายังรักกันเสมอ …

                   
Lastly, realize him/ her that
your love
still
exists and will be eternally
last.

กฎข้อพิเศษสำหรับใครบางคน
การที่จะได้รู้จักใครซักคนเป็นเรื่องที่วิเศษ
อย่าให้เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยชั่วไม่กี่นาที ตัดสินใจทำลายความสัมพันธ์ที่มีมา…
มันคุ้มกันแล้วเหรอ!! เพียงคำว่าอภัยและปรับตัวเข้าหากันใหม่ สิ่งดีๆ
อาจมีขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว ปัญหาเกิดเพราะไม่คุย ปัญหาเกิดเพราะไม่คิดจะแก้ไข
ปัญหาเกิดเพราะทิฐิ ปัญหาเกิดเพราะคิดว่าไม่รู้จะทำไปทำไม
ปัญหาเกิดเพราะนึกถึงแต่ตัวเองคิดว่าทำอย่างนี้ดีที่สุด
…แล้วอีกฝ่ายคิดแบบเดียวกับคุณหรือเปล่า สุดท้ายก็มีแต่ความเสียใจ….

คุณเลือกที่จะยอมรับในสิ่งที่เค้าทำ แล้วรักษาสิ่งดีๆ ต่อไป
หรือเลือกที่จะทำลายเมื่อคุณไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่คุณต้องการ!!

ความคิด 10:42


…กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว …มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่ มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่

ทันใดนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งก้อถามขึ้นมาว่า

ลูกศิษย์ : อาจารย์คับ ผมสงสัยจังเลยว่า เราจะหาคู่แท้เราเจอได้ไงคับ อาจารย์บอกผมหน่อยได้ไหม คับ?

อาจารย์ : (เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะตอบ) อืม มันเป็นคำถามที่ยากนะ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำถาม ที่ง่ายเหมือนกันนะ

ลูกศิษย์ : (นั่งคิดอย่างหนัก) อืม?….งงอะไม่เข้าใจ

อาจารย์ : โอเค งั้น เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้นน่ะ มีหญ้าเยอะแยะ เลยใช่ไหม เธอลองเดิน ไปหาหญ้าต้นที่สวยที่สุด แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ แต่ว่า เวลาเธอเดินเนี่ย เธอต้องเดินไป ข้างหน้าอย่างเดียวนะ ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม

ลูกศิษย์ : ได้เลยครับ จาน รอสักครูน่ะครับ (ว่าแล้ว ก้อวิ่งตรงไปยังสนามหญ้า) หลังจากนั้นไม่นาน….

ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับจาน

อาจารย์ : อืม…แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวย ๆ ในมือเธอเลยหละ

ลูกศิษย์ : อ๋อ คืองี้ครับจาน ตอนที่ผมเดินไปแล้วผมเจอต้นหญ้าสวย ๆ เนี่ย ผมก้อก้อคิดว่า เออ เดี๋ยว ก้อคงเจอต้นที่สวยกว่านี้ ดังนั้นผมก็เลยไม่เด็ดมัน แล้วผมก็เดินไปเรื่อย รู้ตัวอีกที มันก็สุดสนามหญ้าแล้ว ครับ จะเดินกลับก้อไม่ได้ เพราะจานสั่งห้ามไว้

อาจารย์ : นั่นแหละ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ

… เรื่องนี้ต้องการที่จะสื่ออะไรกับเรา

ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ ต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือ คนที่คุณชอบ หรือคนที่ดึงดูดคุณนั่นแหละ

ส่วนทุ่งหญ้า ก็คือ เวลา … เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ อย่ามัวแต่เปรียบเทียบ แล้ว คิดว่า คงจะมีที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าคุณ มัวแต่ เปรียบเทียบ คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่าลืมว่า…”เวลาไม่เคยย้อนกลับ” ไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้น เรื่องนี้ ยังสามารถใช้ได้กับ การหาคนที่จะมาทำงานร่วมกับคุณในชีวิต หรือ แม้กระทั่งงานที่เหมาะสมกับคุณ
ดังนั้น มันจึงเป็นสัจธรรม ที่ว่า …
จงรัก และ ไขว่คว้า โอกาสที่คุณมีในขณะนี้ อย่ามัวแต่เสียเวลา บางครั้งคนเราก็มีโอกาสเลือกแค่ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น…

ความรู้9 December, 2006 21:40
 

 

“อาหาร”!!!
ถือเป็นหนึ่งใน “ปัจจัย 4″
ที่มีความสำคัญต่อมนุษย์
ซึ่งตามหลักทั่วไปอาหารที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายต้องคุณภาพดี
มีสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ…..ที่สำคัญคือต้องสะอาดและปราศจาก
“สารพิษ” เจือปน อันจะก่อให้เกิดภัยอันตรายแก่สุขภาพ

อย่างไรก็ดีดูเหมือนว่าการเลือกรับประทานอาหารในแต่ละ “เมนู”
ของมนุษย์ จำเป็นต้องคัดสรรมากขึ้น เพราะปัจจุบันมี “อาหารอันตราย”
ไม่ปลอดภัยต่อร่างกายอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจากข้อ มูลของ “Team Content”
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) พบว่า มี “เมนูโปรด”
ของใครหลายคน ถูกจัดเป็น “อาหารอันตราย” อย่างน้อยๆ 10 ชนิด ได้แก่…..

1.แฮมเบอร์เกอร์

จัดเป็นอาหารประเภทที่ “มีความเสี่ยงสูง”
เพราะเวลาที่สูญเสียไปในระหว่างรอกระบวนการนำ “เนื้อ” มาใช้ปรุงทำให้มี
“แบคทีเรีย” เกิดขึ้นได้สูง ทำให้จำเป็นต้องมีการใช้ “สารเคมีสีแดง”
มาช่วยกำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย ทำให้เนื้อแดงเปลี่ยนเป็นเขียว
นอกจากนี้แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่ “สารปรุงรส”(MSG=Monosodium Glutamate)
ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ โดย “MSG”
เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น
และท้ายที่สุดก็ทำให้ผู้บริโภคอ้วนขึ้นด้วย

2.ฮอทด็อก
เป็นอีก “เมนูอันตราย”
เพราะมีกระบวนการผลิตคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ และ “ฮอทด็อก” ทั้ง หมดยังใส่
“สารไนไตรท์” เพื่อช่วยทำให้เนื้อยึดตัวและช่วยเติมไส้กรอกให้เต็ม โดย
“สารไนไตรท์” เป็นสารที่ทำให้เกิด “โรคมะเร็ง” ในกระเพาะอาหาร
มะเร็งในเม็ดเลือด เนื้องอกในสมองและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้
“ถุงหลอด” ที่ใช้บรรจุฮอทด็อก ก็ทำจาก “คอลลาเจนสังเคราะห์”
ที่เป็นสารก่อให้เกิด “โรคมะเร็ง” ได้สูง
มีไขมันที่เป็นสารประกอบไม่เปิดเผยอยู่ประมาณ 40% เมื่อนำ ไปปิ้งย่าง
มันจะทำให้มี “สารพิษร้ายแรง” ที่เรียกว่า “อะคริลิไมด์”(Acrylimides) ออกมา
ซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็งและ “ทำลายประสาท”

3.เฟร้นช์ฟราย- มันฝรั่งทอด
เป็นอาหารที่มี
“ความเป็นพิษสูง” โดยการทอด “เฟร้นช์ฟราย” ใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี
“สารอะคริลิไมด์” ออกมา นอกจากนี้ “น้ำมัน”
ที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งแต่ละครั้งจะเกิดการ “ออกซิไดซ์” ในมันฝรั่งยังมี
“ดรรชนีกลีซิมิค”(Glycemic)
อยู่สูงมาก…..นั่นหมายถึงมันเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็วมาก

4. คุกกี้
ที่เด่นชัดมาก คือ
สัดส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ซึ่งอาหารในประเภทที่มีน้ำ
ตาลปริมาณสูงเช่นนี้ จะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น

5.พิซซ่า
“พิซซ่า” ประกอบด้วยอาหารที่มาจากการ
“ตัดแต่งพันธุกรรม” 5 ชนิด คือ…..1.”เนยแท้”(cheese) เพียง 10% เท่านั้น
ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเนยแท้ได้เลย…..2.”แป้ง”
ที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว
แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโม
เลกุลที่เคยมีอยู่เข้าไปใหม่…..3.”ซอสมะเขือเทศ”
ทำด้วยสารคล้ายมะเขือเทศที่สร้าง “ยาฆ่าแมลง”
ของมันขึ้นมาได้เองในร่างกายของท่าน…..4.”แป้งสาลี”
ชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม

5. มี “น้ำมันฝ้าย” ประกอบอยู่
โดยฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร
มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้ในฝ้ายเมล็ดจะเป็นตัวดูดเอาสารพิษต่างๆเอาไว้ได้มากที่สุด
ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณะสุข
ต่างไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันที่จะรับรองว่ามันปลอดภัยต่อการบริโภคได้หรือไม่
มันไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น แต่มันเป็น “น้ำมันไฮโดรจีเนต”
และมีอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ “ผิวหน้าแป้งพิซซ่า”
ที่อบปิ้งในอุณหภูมิสูง อาจมี “สารอะคริลิไมด์” เกิดขึ้นด้วย
ขณะที่การเพิ่มหน้าพิซซ่า “เพ็พเปอโรนิ”
หรือเพิ่มหน้าไส้กรอกทำให้มีความเสี่ยงสูงจาก “ไนไตรท์”
สารกันบูดและสารเคมีอื่นๆ รวมทั้งไขมันอิ่มตัวที่มีการเติมเข้าไปจากโรงงาน

6.น้ำอัดลม
สารตัวสำคัญที่มีอยู่ใน “น้ำอัดลม”
คือ “กรดกำมะถัน”(Phosphoric acid)
ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน
กรดที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ และ “น้ำโซดา”
ที่เป็นส่วนประกอบอีกตัวของน้ำอัดลมจะเป็นตัวชะล้างแคลเซียมออกจากกระดูก
จนทำให้เกิด “โรคกระดูกพรุน”
นอกจากนี้ในน้ำอัดลม 1 กระป๋อง จะมี
“น้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน” อยู่ 12 ช้อนชา ในน้ำอัดลมที่ช่วยลดน้ำหนักตัว หรือ
Diet soda ที่ใช้ “น้ำตาลเทียมสังเคราะห์”(Artificial sweetener)
เพิ่มความหวาน จะทำให้ร่างกายกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น
เพราะน้ำตาลสังเคราะห์เหล่านี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลธรรมดามาก ขณะที่ “สี”
ที่ใช้เติมในน้ำอัดลม ยังเป็น “สารก่อมะเร็ง” ด้วย

7.ชิ้นไก่ทอด-เนื้อนุ่มไร้กระดูก

เป็นเมนูที่ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว
การรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไปจะให้พลัง งาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมัน
มีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส “MSG”
ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ นอกจากนี้ “นัคเก็ตชิคเก้น” บางอันจะมี
“สารอะลูมิเนียม”
ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและเป็นอันตรายต่อการเมตะโบลิสซึมของร่างกายด้วย

8.ไอศกรีม
มีไขมันอยู่สูงมากเกินกว่า 50%
ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีคาร์โบไฮเดรตอยู่มากเกือบ 40%
ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน
มีน้ำตาลอยู่มากทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น
เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น
เต็มไปด้วยไขมันไฮโดรจีเน็ตและไขมันที่แปรเปลี่ยน(Transfat)
ไปจากธรรมชาติและยังช่วยเพิ่มพูนโคเลสเตอรอล ทำให้เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน
ทำให้มีสารอนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
9.โดนัท
โดยเฉลี่ยแล้วจะให้พลังงานประมาณ
300 แคลอรี่ ในโดนัท 1 ชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50%
ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก
ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ นอกจากนี้โดนัทยังทอดในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง
ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะทำให้มีกลิ่นหืนและมีสารอนุ มูลอิสระเกิดขึ้น
ทำให้เกิดสารพิษและทำให้ร่างกายเมตะโบลิสซึมช้าลง
เป็นการคุกคามต่อสุขภาพที่ดี และยังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

10.อาหารขบเคี้ยวยามว่าง

ในปัจจุบันมีการบริโภค “โปเตโต้ชิพ” กันมาก
โดยน้ำมันที่ใช้ในการทอดโปเตโต้ชิพในแต่ละครั้งจะเกิดการออกซิไดซ์
และทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารอะคริลิไมด์ (Acrylimides)
ซึ่งเป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาทออกมา นอกจากนี้การรับประทานโปเตโต้ชิพ
1 ถุงอาจได้รับสารอะคริลิไมด์สูงมากกว่า 500 เท่า
เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราสูงสุดที่อนุญาตให้มีในน้ำดื่มทั่วไปได้การรับประทานโปเตโต้ชิพ
1 ชิ้น อาจได้รับสารอะคริลิไมด์ เท่ากับอัตราที่มีอยู่ในน้ำดื่ม 1 แก้ว

นอกจากนี้ใน “โปเตโต้ชิพ” ยังมีไขมันอิ่มตัวแอบแฝงอยู่มาก
มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดแคลนน้ำได้
และยังไปปิดกั้นการดูดซึมของไขมัน ทำให้การดูดซึมแร่ธาตุจากสารอาหาร
ที่รับประทานเข้าไปได้น้อยลง ทำให้ปิดกั้นการดูดซึม “สารคาโรทินอยด์”
และสารเคมีอื่นๆที่ได้มาจากพืชที่ช่วยในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง
โรคจุดด่างของผิวหนังทำงานได้ด้อยลง

รู้โทษของอาหารเหล่านี้แล้ว
ควรจะหลีกเลี่ยงแล้วหันไปรับทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพดีกว่า!!!